Archive for the ‘Royal Guard’ Tag

75034 – Death Star Troopers   Leave a comment


Set Name : Death Star Troopers
Year : 2014
Pieces : 83
Figures : 4 – 2 Royal Guard with Dark Red Arms and Hands,
                    Imperial Gunner (Closed mouth), Imperial Gunner (Open mouth)
List Price : $13, Thailand ฿800

IMG_35519a

IMG_35535a

IMG_35508a
Royal Guard จะมีอาวุธประจำกายเป็น Force Pike ส่วน Imperial Gunner จะมีอาวุธประจำกายเป็นปืน Blaster แบบใหม่ที่สามารถยิงได้จริง

IMG_35517a
ใบหน้าของ Imperial Gunner จะมี 2 แบบคือ ใบหน้าแบบปิดปาก และใบหน้าแบบเปิดปาก

หลังจาก Battle Pack ของปี 2012 และ 2013 เปลี่ยนไปเป็นแบบมี 2 ฝ่ายในชุดเดียวกัน พอมาปี 2014 Balttle Pack ก็กลับไปมีแค่ฝ่ายเดียว เหมือนกับที่เคยเป็นมาตั้งแต่แรกในปี 2007

Battle Pack ชุดนี้เป็นเหล่าทหารบน Death Star อันได้แก่ Imperial Gunner และ Royal Guard ซึ่งน่าจะมาจากฉากใน Star Wars : Episode IV – A New Hope

Death Star Trooper เป็นเหล่าทหารสุดยอดของกองทัพเรือจักรวรรดิ (Imperial Navy) ที่ถูกคัดเลือกโดยผู้ว่าการทาร์กิ้น (Grand Moff Tarkin) เพื่อมาประจำการบน Death Star ดวงแรก เหล่าทหาร Death Star Trooper จะจงรักภักดีและขึ้นตรงต่อกองทัพเรือจักรวรรดิและผู้ว่าการทาร์กิ้นโดยตรง เช่นเดียวกับเหล่า Stormtrooper ที่ขึ้นตรงต่อจักรพรรดิพัลพาทีน ภายหลังจากถูกคัดเลือกและจบการฝึกอย่างเข้มข้นแล้ว แต่ละคนของ Death Star Trooper เหล่านี้จะสามารถปฏิบัติหน้าที่หลากหลายบนสถานีรบได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงมีทักษะในการรบที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างชัดเจน และเพื่อเป็นการแสดงถึงความแตกต่างจากทหารหน่วยอื่น พวกเขาจะมีเครื่องแบบใหม่ที่โดดเด่นในชุดสีดำสนิทพร้อมหมวกมันเงา เหมือนเป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงถึงอำนาจใหม่ของจักรวรรดิ

Imperial Gunner เป็นหน่วยหนึ่งของกองทัพเรือจักรวรรดิ มีหน้าที่ในการใช้อาวุธต่างๆ บนเรือธงของกองทัพ, ฐานทัพขนาดใหญ่ระดับกองทัพ และดาวมรณะ โดยจะเลือกจากผู้ที่กำลังฝึกบินหรือเคยฝึกบินมาก่อน แต่ไม่สำคัญว่าจะสำเร็จหลักสูตรการบินหรือไม่ โดยเชื่อว่าบุคคลเหล่านี้จะมีสายตาที่ดี และมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ยอดเยี่ยม รวมถึงคุ้นเคยกับอุปกรณ์พิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปืน Turbolaser หรือ Ion Canon สำหรับเครื่องแบบของ Imperial Gunner ก็จะเหมือนกับ Death Star Trooper ทั่วไป แต่หมวกจะแตกต่างเล็กน้อย โดยมีส่วนที่ยื่นออกมาปิดใบหน้าส่วนล่าง และมีแว่นป้องกันแสง (Protective Visor) เป็นส่วนหนึ่งของหมวกด้วย

Royal Guard หรือ Emperor’s Royal Guard หรือ Imperial Guard เป็นหน่วยที่เก่งระดับหัวกะทิของกองทัพจักรวรรดิ ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ของจักรพรรดิพัลพาทีน และเรามักจะไม่เห็นจักรวรรดิพัลพาทีนไปไหนโดยไม่มีองครักษ์เสื้อแดงนี้ขนาบข้างเลย ไม่มีใครทราบถึงจำนวนที่แน่นอนขององครักษ์เหล่านี้ แต่คาดว่าน่าจะมีจำนวนอย่างน้อย 400 คน และอาจมีมากถึง 10,000 คนในช่วงเวลาหนึ่ง และเช่นเดียวกับ Stormtrooper เหล่าองครักษ์เหล่านี้จะขึ้นตรงและฟังแต่คำสั่งของจักรพรรดิพัลพาทีนเท่านั้น ไม่ใช่กองทัพจักรวรรดิ และด้วยที่เหล่า Royal Guard เหล่านี้ มีหน้าที่หลักในการคุ้มครองจักรพรรดิพัลพาทีน มันจึงไม่เคยถูกส่งไปรบในฐานะกองทัพเลย มีแต่อาจไปเป็นกลุ่มเล็กๆ ร่วมรบกับเหล่า Stormtrooper เพื่อฝึกฝนทักษะในการต่อสู้ นอกจาการคุ้มครองจักรพรรดิแล้ว เหล่าองครักษ์เสื้อแดงยังทำหน้าที่เป็นมือสังหาร หรือนักฆ่า ตามคำสั่งของจักรพรรดิพัลพาทีนอีกด้วย

Royal Guard จะได้รับการฝึกสอนวิชาการต่อเฉพาะที่เรียกว่า Echani มีอาวุธประจำกายคือ Force Pike, Vibrosword หรือปืนบลาสเตอร์ในบางครั้ง Royal Guard แรกเริ่มก่อตั้งมาจาก Senate Guard สมัยยังเป็นสาธารณรัฐ (Galactic Republic) ก่อนที่จะกลายมาเป็น Red Guard ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองสมุหนายกพัลพาทีนโดยเฉพาะ และกลายมาเป็น Royal Guard ในที่สุด

ฐานปืน Laser Canon มีขนาดกว้าง 6 เซนติเมตร ยาว 13 เซนติเมตร และสูง 8 เซนติเมตร ลำกล้องปืนสามารถปรับมุมยิงสูงหรือต่ำได้ มีจรวดแบบใช้นิ้วดีด (Flick-fire Missile) 1 ลูก และปืนของ Minifig เป็นปืน Blaster แบบใหม่ซึ่งมีกลไกการยิงที่ทำให้ยิงได้จริง (Stud Shooter)

Minifig ส่วนใหญ่ที่ออกมาหลังๆ จะดูดีกว่าตัวที่เคยออกมาก่อน แต่สำหรับ Royal Guard ตัวใหม่ที่มีแขนและมือเป็นสีแดงเข้ม และผ้าคลุมแบบใหม่ที่มีด้านนอกเป็นสีแดงสดและด้านในเป็นสีแดงเข้ม แม้จะเหมือนกับในหนังมากขึ้น แต่ส่วนตัวผมกลับคิดว่า ของเดิมที่เป็นแขนและมือสีแดงสดเหมือนกับลำตัวดูสวยกว่า ซึ่งตรงนี้ ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละท่านครับ

เปรียบเทียบ Royal Guard ของชุดนี้ (ซ้าย) กับ Royal Guard จากชุด 7264 – Imperial Inspection ปี 2005 (กลาง) และ Royal Guard จากชุด 10188 – Death Star ปี 2008 (ขวา)
IMG_35543a
Royal Guard ของชุดนี้จะมีแขนและมือเป็นสีแดงเข้ม ในขณะที่ Royal Guard จากชุด 7264 – Imperial Inspection จะมีแขนและมือเป็นสีแดงสด และ Royal Guard จากชุด 10188 – Death Star จะมีแขนเป็นสีแดงสด และมีมือเป็นสีดำ



(ภาพจาก starwars.wikia.com)

Posted 30 กันยายน 2014 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

Tagged with , ,

7264 – Imperial Inspection   2 comments

 

Set No.: 7264
Set Name : Imperial Inspection
Year : 2005
Pieces : 367
Figures : 10 – Emperor Palpatine, Darth Vader, 2 Royal Guard
                      2 Imperial Officer (Cavalry Kepi), 4 Stormtrooper (Printed Legs)
List Price : $50, Thailand ฿2,490


ยาน Imperial Shuttle กางปีกเต็มที่ขณะบิน


ศูนย์ซ่อมบำรุง และยานซ่อมบำรุง ภายในอู่จอดยานของ Death Star II


จักรพรรดิพัลพาทีน ขณะฟังรายงานความคืบหน้าการสร้าง Death Star II จากดาร์ธ เวเดอร์

ชุดนี้ เป็นชุดที่ Lego จำลองฉากการมาตรวจการสร้าง Death Star II ของจักรพรรดิพัลพาทีนหรือ Imperial Inspection ขนาดย่อม ซึ่งก็ถือได้ว่า Lego ทำออกมาได้กระทัดรัด แต่สื่อได้ตรงจุดทีเดียว โดยในชุดนี้จะมียาน Imperial Shuttle เป็นตัวเอก และให้ Minifig มามากถึง 10 ตัว พร้อมแถมศูนย์ซ่อมบำรุง และยานซ่อมบำรุงมาให้อีกด้วย

ดูความเป็นมาและรายละเอียดของ Imperial Shuttle หรือ Lambda-class T-4a Shuttle ลำนี้ได้ที่ 7166 – Imperial Shuttle

ยาน Imperial Shuttle ในชุดนี้ ทำออกมาเหมือนกับ Imperial Shuttle ของชุด 7166 – Imperial Shuttle เกือบ 100% มีข้อแตกต่างเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เช่น ส่วนหัวของ Imperial Shuttle ในชุดนี้ จะสั้นกว่า Imperial Shuttle ของชุด 7166 อยู่เล็กน้อย ปืนที่ด้านหลังของยานก็จะอยู่คนละตำแหน่งกัน และสีเทาของชุดนี้ ก็เป็นสีเทาแบบ Blulish Grey ในขณะที่ชุด 7166 จะเป็นสีเทาแบบเก่า (Grey) ซึ่งเมื่อดูโดยรวมแล้ว ก็ต้องบอกว่า Imperial Shuttle ลำนี้มีความสวยงามทีเดียว ทั้งรูปร่าง สัดส่วน และสีสันต่างๆ ปีกทั้งสองข้างสามารถที่จะพับขึ้นลงได้ และด้านหลังก็เปิดประตูได้เช่นเดียวกัน

จุดเด่นของชุดนี้ ก็คงเป็น Minifig ที่ให้มามากถึง 10 ตัว และที่สำคัญ ส่วนใหญ่ก็แตกต่างจาก Minifig ที่เคยมีก่อนหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. Stormtrooper มีการพิมพ์ลวดลายที่ขา (Printed Legs) และให้มาถึง 4 ตัว เป็น Stormtrooper แบบที่มีเฉพาะในชุดนี้เพียงชุดเดียวเท่านั้น
2. Imperial Officer ซึ่งเป็นนายทหารฝ่ายจักรวรรดิกับหมวกทหารม้าฝ่ายใต้ ซึ่งพึ่งจะปรากฎในชุดนี้เป็นครั้งแรก minifig ตัวนี้ จะมีเฉพาะในชุดนี้เพียงชุดเดียวเท่านั้น (ชุด 10212 – Imperial Shuttle UCS จะต่างกันตรงหัว)
3. Darth Vader หัวเป็นสี Light Blulish Grey มีรอยแผลเป็นที่หน้าซีกขวา 2 รอย เหนือคิ้วซ้าย 2 รอย ซึ่งจะมีในชุดนี้ และชุด 6211 – Imperial Star Destroyer
4. Emperor Palpatine หัวและมือเป็นสี Light Blulish Grey (Torso เป็นแบบเดิม) ซึ่งจะมีเฉพาะในชุดนี้เพียงชุดเดียวเท่านั้น

ถือเป็นชุดหนึ่งที่คุ้มค่า แฟน Lego Star Wars ตัวจริงไม่ควรพลาดครับ

เปรียบเทียบยาน Imperial Shuttle ของชุดนี้ (ซ้าย) กับ Imperial Shuttle ของชุด 7166 (ขวา)

มองจากด้านบน จะเห็นได้ว่าทั้งสองลำมีขนาดเท่ากัน


ทั้งสองลำมีขนาด และรูปร่างเหมือนกัน


มองจากข้างหลัง จะเห็นข้อแตกต่างกันเล็กน้อย ตรงตำแหน่งของปืน และประตูท้ายยาน

7166 – Imperial Shuttle   6 comments

Set No.: 7166
Set Name : Imperial Shuttle
Year : 2001
Pieces : 238
Figures : 4 –  Emperor Palpatine, 2 Royal Guard,  Imperial Shuttle Pilot
List Price : $35,  Thailand  ฿2,445
 
 
 
 
 
ยาน Imperial Shuttle หรือชื่อที่เจาะจงมากขึ้น คือ Lambda-class T-4a Shuttle มีลักษณะที่เด่นชัดคือ ขณะทำการบิน ปีกทั้ง 3 ปีก จะกางออกคล้ายตัวอักษรตัว “แลมด้า” ตัวเล็กของกรีก ( คล้าย “Y” คว่ำหัว) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “แลมด้า (Lambda)” ของยานใน class นี้  ยานในชั้น Lambda ปรากฏให้เห็นครั้งแรกในภาค Star Wars : Episode VI – Return Of The Jedi ที่ออกฉายในปี 1983 โดยเป็นฉากที่จักรพรรดิพัลพาทีน (Emperor Palpatine) โดยสารยานลำนี้บินมาตรวจสอบการสร้าง Death Star ดวงที่สองด้วยตนเอง  ต่อมา ได้มีการแทรกฉากที่มีภาพยานในชั้นนี้ลงไปในฉบับ Special Edition ของภาค Star Wars : Episode V – The Empire Strikes Back ด้วย
 
ยานในชั้น Lambda เป็นยานขนส่งชนิดเบาสำหรับขนสารพัดประโยชน์ ใช้โดยทั่วไปในกองทัพฝ่ายจักรวรรดิ เป็นยานขนส่งมาตราฐานที่ขนได้ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ สัมภาระต่างๆ ลำเลียงกองทหาร หรือเป็นยานส่วนบุคคลของเหล่า VIP ในกองทัพ อันได้แก่ นายทหาร, Darth Vader หรือตัวจักรพรรดิพัลพาทีนเอง ลำตัวยานมีความยาว 20 เมตร ทำความเร็วสูงสุด 850 กิโลเมตร/ชั่วโมง มีน้ำหนักบรรทุก 80 ตัน หรือบรรทุกทหารได้ 20 คน ติดตั้งอาวุธป้องกันตัวพอสมควร ได้แก่ ปืนใหญ่บลาสเตอร์คู่ 3 คู่ (2 คู่ที่ด้านข้าง 1 คู่ที่ด้านหลัง) และปืนเลเซอร์ 2 คู่ที่ด้านข้าง มีเครื่องสร้างสนามพลังเกราะหักเห (Deflector shield) รวมถึงติดตั้ง Hyperdrive ในระดับ class 1.0 สำหรับภารกิจในระยะไกล ทำให้มันสามารถปฏิบัติภารกิจได้โดยไม่ต้องอาศัยการคุ้มกันจากยานบินชนิดอื่นๆ และทำให้มันมีความคล่องตัวสูงในการปฏิบัติการ ยานในชั้น Lambda ลำที่ใช้เป็นพาหนะส่วนตัวของนายทหารจะมีการติดตั้งระบบสื่อสารพิเศษ (HoloNet) กับศูนย์กลางของกองทัพโดยตรง และลำที่ใช้เฉพาะโดยจักรพรรดิพัลพาทีน ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการล่องหนด้วย
 
ยานในชั้น Lambda ลำหนึ่งที่ชื่อ “ไทดิเรียม (Tydirium)” ถูกยึดโดยฝ่ายกบฏแล้วถูกใช้เป็นยานพาหนะให้ฮัน โซโล เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า พร้อมทหารกบฏ 1 กองไปปิดเกราะสนามพลังบนดวงจันทร์ป่าดงดิบของเอ็นดอร์ และมีผลทำให้ Death Star ดวงที่สอง ถูกทำลายในที่สุด
 
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ขนาดของยานต่างๆ ในหนัง Star Wars ที่ Lego จำลองออกมา เมื่อเทียบ scale กับ Minifig แล้ว จะมีขนาดเล็กกว่าที่ควรจะเป็นตามหนัง เช่น ชุด 7190 – Millennium Falcon, 7140 – X-Wing, 7150 – Y-Wing เป็นต้น แต่สำหรับ Lambda-class ลำนี้แล้ว ต้องถือว่ามี scale ที่เล็กกว่ายานเหล่านั้นอีก มันควรจะมีขนาดใหญ่กว่านี้อีกซักหน่อย จึงจะเหมาะ  นอกจากเรื่อง scale แล้ว ก็ไม่มีเรื่องไหนให้ตำหนิได้อีก รูปร่างของยานและการให้สี ทำออกมาได้เหมือนกับในหนัง ดูดี และสวยงามทีเดียว ปีกของยานสามารถกางออก หรือพับขึ้นได้เหมือนกับในหนัง โดยรวมแล้ว พูดได้เต็มปากเลยว่า เป็นยานลำหนึ่งที่แฟน Star Wars ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ
 
 

(ภาพจาก starwars.wikia.com)

Posted 29 ตุลาคม 2009 by goongtomyum in Star Wars Episode VI

Tagged with , ,

10188 – Death Star   Leave a comment

 
Set No.: 10188
Set Name : Death Star
Year : 2008
Pieces : 3803
Figures : 24
List Price : $400, Thailand  ฿40,000
  
ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณคุณหมอปู เจ้าของสถานที่และเจ้าของ Death Star ชุดนี้ คุณหมอปูฝากบอกทุกคนด้วยว่า คนที่อยากเป็นเจ้าของ Death Star ดวงนี้ เมื่อได้ชุดนี้มา ควรต้องลาหยุดงานอย่างน้อย 1 วัน ไม่งั้นไม่มีทางต่อเสร็จ เพราะชิ้นส่วนมันเยอะมากมาก
 
ต้องบอกว่าเมื่อได้เห็นทีแรก ตะลึงกับความใหญ่อลังการเลยครับ รูปที่ถ่ายมาไม่ค่อยดีนัก เพราะความใหญ่ ทำให้หามุมถ่ายได้ลำบาก และเนื่องจากมี Minifig จำนวนมากถึง 24 ตัว ผมขอแจกแจงก่อนเลยนะครับ
 
IMG_3155a
Luke Skywalker (Stormtrooper outfit), Han Solo (Stormtrooper outfit), Han Solo (Black Vest), Princess Leia (White Dress), Luke Skywalker (Tatooine)
 
IMG_3197a 
2 Stormtrooper, 2 Death Star Trooper, Darth Vader (Death Star)
 
IMG_3159a
R2-Q5, 2 Royal Guard with Black Hands, Emperor Palpatine (Death Star), Protocol Droid
 
IMG_3204a
R2-D2, C-3PO (Pearl Gold), Grand Moff Tarkin, Assassin Droid (White)
 
IMG_3200a
Luke Skywalker (Jedi Knight), Obi-Wan Kenobi (Old, with Hood and Cape), Chewbacca
 
IMG_3379a 
Dianoga, Interrogation Droid, Mouse Droid
 
IMG_3382a
TIE Advanced X1
 
Lego ทำ Death Star ออกมาแล้ว 2 ชุดแล้ว คือชุด 10143 Death Star II ออกในปี 2005 มีความสูง 65 เซนติเมตร (รวมส่วนฐาน) และกว้าง 50 เซนติเมตร มีชิ้นส่วนรวม 3,441 ชิ้น และชุดนี้ (10188) ซึ่งสูง 41 เซนติเมตร และกว้าง 42 เซนติเมตร มีชิ้นส่วนรวม 3,803 ชิ้น เมื่อเปรียบเทียบกัน ชุดนี้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่จะน่าสนใจกว่าสำหรับใครหลายคนตรงที่มี Minifig ให้มาอย่างล้นหลามถึง 24 ตัวและบางตัวก็ไม่เคยมีในชุดใดใดมาก่อนเลย ทำให้ชุดนี้เป็นที่ต้องการมากของใครหลายๆ คนที่ชอบ Minifig แม้ว่าถ้าเทียบ Scale ตามท้องเรื่องแล้ว ขนาดของ Death Star จะต้องใหญ่มโหฬารกว่านี้มากมาก ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ในทางการค้า แต่อย่างไรก็ตาม การทำ Death Star ออกมาในรูปลักษณะแบบนี้ ก็ถือเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว
 
ในตัว Death Star ของชุดนี้จะแบ่งส่วนเป็น 3 ชั้น แต่ละชั้นก็จะแบ่งเป็นห้องย่อยต่างๆ ซึ่งจำลองฉากบางฉากที่เกิดบน Death Star และ  Death Star II เอาไว้ เรียงลำดับการเกิดก่อนหลังของฉากต่างๆ ได้ดังนี้
 
เหตุการณ์บน Death Star ในภาค Star Wars : Episode IV – A New Hope
  –  ฉากผู้ว่าการทาร์กิ้น วางแผนกับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อบีบบังคับให้เจ้าหญิงเลอาบอกตำแหน่งฐานทัพของฝ่ายกบฏ โดยให้ Death Star ยิงทำลายดาวอัลเดอรานทั้งดวง
  –  ฉากลุค กับฮัน โซโล ปลอมเป็น Stormtrooper บุกเข้าไปในที่คุมขังเจ้าหญิงเลอา
  –  ฉากลุค, ฮัน โซโล เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า (Chewbacca) ติดอยู่ในห้องบีบอัดขยะ ซึ่งผนังทั้ง  2 ด้านกำลังบีบตัวเข้าหากันและมีตัวประหลาด Dianoga ในน้ำที่รอจัดการกับเหยื่อ
  –  ฉาก R2-D2 และ C-3PO หลบอยู่ในห้องควบคุมการจอดยาน
  –  ฉากโอบีวัน ลอบผ่าน Stormtrooper เข้าไปปิดเครื่องกำเนิดพลังงานทำให้สนามแม่เหล็กทำงานไม่ได้ เพื่อให้ Millennium Falcon บินออกจาก Death Star ได้
  –  ฉากลุคกับเจ้าหญิงเลอาโหนเชือกหนี Stormtrooper ไปอีกฝั่งของปล่องท่อระบายลมขนาดใหญ่ใน Death Star
 
เหตุการณ์บน Death Star II ในภาค Star Wars : Episode VI – Return Of The Jedi
  –  ฉากลุคดวลดาบเลเซอร์กับดาร์ธ เวเดอร์ต่อหน้าจักรพรรดิพัลพาทีน
 
4 รูปต่อไปนี้ เป็นรูปถ่ายด้านข้างทั้ง 4 ด้าน โดยหมุนตัว Death Star จากหน้าไปซ้าย และ หน้าไปซ้าย จนครบทั้ง  4 ด้าน
 
 
 
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นบนของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้องย่อย ถ่ายหมุนเรียงตามลำดับจากหน้าไปซ้าย
IMG_3356a
ฉาก R2-D2 และ C-3PO หลบอยู่ในห้องควบคุมการจอดยาน
 
IMG_3330a
ฉากผู้ว่าการทาร์กิ้น วางแผนกับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อให้เจ้าหญิงเลอาบอกตำแหน่งฐานทัพของฝ่ายกบฏ
 
IMG_3334a
 
IMG_3396a
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นกลางของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้องย่อย
IMG_3225a
ฉาก Death Star Trooper ในห้องบังคับการ
 
IMG_3212a
ฉากฮัน โซโล ปลอมเป็น Stormtrooper บุกเข้าไปในที่คุมขังเจ้าหญิงเลอา
 
IMG_3221a
ฉากลุคดวลดาบเลเซอร์กับดาร์ธ เวเดอร์ต่อหน้าจักรพรรดิพัลพาทีน
 
IMG_3344a
ฉาก TIE Advanced X1 ในลานจอดยาน
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นล่างของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ห้องย่อย
IMG_3351a
 
IMG_3325a
ฉากลุค, เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า (Chewbacca) ติดอยู่ในห้องบีบอัดขยะ ซึ่งผนังทั้ง  2 ด้านกำลังบีบตัวเข้าหากันและมีตัวประหลาด Dianoga ในน้ำที่รอจัดการกับเหยื่อ (เจ้าหญิงเลอาในรูปนี้ ยืมมาจากชุดอื่นครับ)
 
IMG_3328a
ฉากโอบีวัน ลอบผ่าน Stormtrooper เข้าไปปิดเครื่องกำเนิดพลังงาน
 
IMG_3370a
ฉากลุคกับเจ้าหญิงเลอาโหนเชือกหนี Stormtrooper ไปอีกฝั่งของปล่องท่อระบายลมขนาดใหญ่ใน Death Star
 
Death Star ถือเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุดใน Star Wars สามารถยิงทำลายดาวทั้งดวงให้หายไปจากจักรวาลได้ภายในพริบตาโดยปืนรวมแสง Superlaser ในภาค A New Hope ซึ่งเราเห็น Death Star เป็นครั้งแรก ผู้ว่าการทาร์กิ้น (Grand Moff Tarkin หรือ Wilhuff Tarkin, Moff เป็นตำแหน่งผู้ปกครองเขต หรือ Sector ภายใต้  Galactic Empire) ได้ทดลองประสิทธิภาพของ Death Star ดวงแรกโดยยิงทำลายดาวอัลเดอราน (Alderaan) ของเจ้าหญิงเลอา (Leia) ทำให้ดาวทั้งดวงระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายไปทั่วอวกาศ
 
Death Star ดวงแรกถูกทำลายโดย Luke Skywalker ในสมรภูมิรบดาวยาวิน (Yavin) โดย Luke ขับ X-Wing บินเข้าไปยิงระเบิดโปรตอนลงไปในปล่องระบายความร้อนของเครื่องกำเนิดพลังงานของ Death Star ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ทำลาย Death Star จากภายใน ส่วน Death Star ดวงที่สองในภาค Return Of The Jedi ถูกทำลายโดย Wedge Antilles และ Lando Calrissian ในสมรภูมิรบดาวเอ็นดอร์ (Endor) โดยฝ่ายกบฏวางแผนให้ Han Solo นำหน่วยกล้าตายลงไปทำลายเครื่องสร้างเกราะพลังบนดวงจันทร์เอ็นดอร์ที่ป้องกัน Death Star ส่วน Wedge ขับ X-Wing และ Lando ขับ  Millennium Falcon บินเข้าไปตามท่อวกวนแคบๆ ที่เข้าสู่ใจกลางของ Death Star และยิงระเบิดโปรตอนเข้าสู่เครื่องกำเนิดพลังงานโดยตรง ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ทำลาย Death Star จากภายในเช่นกัน
 
Death Star กำเนิดจากความคิดของ Raith Sienar วิศวกรผู้ปราดเปรื่องของฝ่ายจักรวรรดิ (เขาเป็นคนสร้าง Scimitar และ TIE Fighter ด้วย) เขาได้เสนอความคิดของเขาต่อทาร์กิ้น ซึ่งทาร์กิ้นก็ได้นำไปเสนอต่อยังสมุหนายกพัลพาทีน (Supreme Chancellor Palpatine) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือดาร์ธซีเดียส (Darth Sidious) ซึ่งเป็นเจ้าแห่งซิธ (Sith Lord) ด้วยความที่ต้องการปกครองจักรวรรดิให้อยู่ภายใต้ความหวาดกลัวต่ออำนาจของเขา ดาร์ธซีเดียสได้มอบให้ศิษย์ของเขา เคาท์ดูกู (Count Dooku) นำต้นแบบของ Death Star สู่ดาวจีโอโนซิส (Geonosis) ซึ่งมีโรงงานการผลิตที่ก้าวหน้ามากมาย เพื่อทำแบบด้านวิศวกรรม และปรับปรุงด้านเทคนิคต่างๆ ก่อนการก่อสร้าง
 
ระหว่างการสู้รบในสมรภูมิรบดาวจีโอโนซิส เคาท์ดูกูได้หลบหนีออกจากดาวจีโอโนซิส โดยก่อนหลบหนี Poggle the Lesser ซึ่งเป็นผู้นำหรือ Archduke ของชาวจีโอโนเซี่ยน ได้มอบแบบแปลนที่สมบูรณ์ของ Death Star แก่เคาน์ดูกู (ฉากส่งมอบ Disc แบบแปลนนี้ จะมีให้เห็นในตอนท้ายของภาค Star Wars : Episode II – Attack Of The Clones) เมื่อเคาท์ดูกูหนีมาถึงดาวคอรัสซังต์ (Coruscant) ก็ได้ส่งแบบแปลนที่สมบูรณ์นี้คืนแก่ดาร์ธซีเดียส ในระหว่างสงครามโคลน กองร้อย 501(501st Legion) ถูกมอบหมายภารกิจให้ไปยังดาว Mygeetoo เพื่อรวบรวมแร่คริสตัลโบราณที่สามารถให้พลังงานอันมหาศาล เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานของ Death Star และหลังจากพัลพาทีนเปลี่ยนการระบบการปกครองใหม่ โดยล้มระบบสาธารณรัฐลง จัดตั้งเป็นจักรวรรดิแห่งกาแล็คซี่ (Galactic Empire) ขึ้น พร้อมกับตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิ เขาได้มอบให้ทาร์กินดำเนินการก่อสร้าง Death Star อย่างลับๆ ซึ่งหลังจากมันถูกสร้างเสร็จ Death Star ก็ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดของฝ่ายจักรวรรดิ
 


(ภาพจาก starwars.wikia.com)