Archive for the ‘R2-D2’ Tag

8037 – Anakin’s Y-Wing Starfighter   Leave a comment

 
Set No.: 8037
Set Name :  Anakin’s Y-Wing Starfighter
Year : 2009
Pieces : 570
Figures : 3 – Anakin Skywalker, Ahsoka Tano, R2-D2 (Clone Wars)
List Price : $60, Thailand  ฿5,650
 
 
 
 
 
 
ยาน Y-Wing หรือ BTL ที่เรารู้จักกันดีใน Star Wars มีทั้งหมด 3 แบบ โดยแบบแรก คือ BTL-B อยู่ในช่วงสงครามโคลน ส่วนอีก 2 แบบคือ BTL-A4 และ BTL-S3 อยู่ในช่วงสงครามกลางเมืองกาแล็คติก (Galactic Civil War) BTL-A4 เป็น Y-Wing ที่ฝ่ายกบฏใช้ในช่วงต้นของสงครามกลางเมือง ส่วน BTL-S3 เหมือนกับ BTL-A4 แต่ต่างจาก BTL-A4 ตรงที่ BTL-S3 ต้องใช้นักบิน 2 คน
 
BTL-B ปรากฏให้เห็นครั้งแรกใน Star Wars :The Clone Wars – Season 1 ตอนที่ 3 ซึ่งมีชื่อว่า “Shadow of Malevolence” โดยอนาคินและอาโซก้าได้บิน BLT-B นำฝูงบินเงา (Shadow Squadron) ซึ่งเป็นฝูงบินทิ้งระเบิดที่ยอดเยี่ยมที่สุดในขณะนั้น เพี่อเข้าโจมตีสะพานเดินเรือของยานเมลโวเล้นซ์ (Malevolence) ซึ่งเป็นเรือธงของกองทัพฝ่ายแบ่งแยก แต่ไม่สำเร็จและทำให้ BTL-B หลายลำของฝูงบินเงาถูกยิงตก
 
BTL-B ต้องใช้นักบิน 1 คนและพลปืนที่ป้อมปืนรูปครึ่งวงกลมที่ด้านหลังของ Cockpit อีก 1 คนสำหรับควบคุมปืนใหญ่ไอออนคู่เพื่อป้องกันยานโจมตีของข้าศึก  BTL-B ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด มีปืนใหญ่เลเซอร์คู่ที่ด้านหน้า รวมถึงติดตั้งอาวุธเช่น ลูกระเบิดโปรตอน (Proton Bombs), ตอร์ปิโดโปรตอน (Proton Torpedo Launcher) เป็นต้น
 
BTL-B Y-Wing ลำนี้ Lego จำลองออกมาโดยมีขนาด กว้าง 17.8 เซนติเมตร และยาว 43.2 เซนติเมตร ถือว่าได้มีขนาดและสัดส่วนที่กำลังดี สีเหลืองและขาวของยานสวยสดงดงามเหมือนกับในหนัง ห้องนักบินทั้งสองสามารถเปิดปิดได้ มีช่องเก็บ Light Saber ที่ด้านท้ายของตัวยาน ข้างใต้ของยานติดตั้งกลไกการยิงจรวด (Missile Launcher) ซึ่งอาศัยแรงส่งจากสปริงภายใน Minifig ตัวหุ่น R2-D2 เป็นหุ่น R2-D2 ตัวใหม่ที่มีลวดลายไม่เหมือนเดิม นับว่าเป็นยานอีกลำหนึ่งที่สวยงามและน่าเก็บทีเดียว
 
เปรียบเทียบ BTL-A4 หรือ Y-Wing ที่เราคุ้นเคยจากชุด 7658 (ซ้าย) กับ BTL-B ของอนาคินในชุดนี้ (ขวา)
เปรียบเทียบจากด้านบน จะเห็นได้ว่าทั้งสองลำมีขนาดของยานพอๆ กัน ทั้งความกว้างและความยาว
 
เปรียบเทียบจากด้านหน้า
 
เปรียบเทียบ R2-D2 รุ่นแรก (ซ้าย), R2-D2 รุ่นใหม่ (กลาง) และ R2-D2 ภาค Clone Wars ของชุดนี้ (ขวา)
 
 
R2-D2 รุ่นแรก จะมีหัวเป็นสีขาวแล้วสกรีนสีเงินและฟ้าเป็นลาย แต่หุ่น R2-D2 รุ่นใหม่ จะมีหัวเป็นสีเทาอ่อน ส่วนลำตัวของ R2-D2 รุ่นแรกและรุ่นใหม่ จะมีลายเกือบเหมือนกัน แต่หุ่น R2-D2 ภาค Clone Wars จะมีลายบนลำตัวแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ส่วนหัวของ  R2-D2 ภาค Clone Wars แม้จะเป็นสีเทาเหมือน  R2-D2 รุ่นใหม่ แต่ลายก็ไม่เหมือนกัน นับถึงปัจจุบัน R2-D2 รุ่นใหม่  มีออกมา 4 แล้วชุด คือ 8038 – The Battle of Endor, 10188 – Death Star, 10198 – Tantive IV และ 8092 – Luke’s Landspeeder ส่วน R2-D2 ภาค Clone Wars พึ่งจะมีในชุดนี้ชุดเดียวเท่านั้น
 
(ภาพจาก starwars.wikia.com)
 

Posted 11 เมษายน 2010 by goongtomyum in Star Wars : The Clone Wars

Tagged with , , , ,

7669 – Anakin’s Jedi Starfighter   Leave a comment


Set No.: 7669
Set Name : Anakin’s Jedi Starfighter
Year : 2008
Pieces : 153
Figures : 2 – Anakin Skywalker (Clone Wars), R2-D2
List Price : $20, Thailand  ฿1,775

Jedi Starfighter ลำนี้มีชื่อเต็มคือ Delta-7B Aethersprite-class Light Interceptor หรือเรียกสั้นๆว่า Delta-7B เป็นยานรุ่นที่ถอดแบบมาจากต้นแบบของมันคือ Delta-7 แทบทุกอย่าง ข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง Delta-7 กับ Delta-7B ก็คือ Delta-7B จะมีช่องขนาดใหญ่ตรงกลางทางด้านหน้าของ Cockpit ที่สามารถใส่หุ่นช่างและช่วยบิน (Astromech Droid) หรือหุ่นตระกูล R ลงไปได้ ในขณะที่ Delta-7 จะเอาหุ่นไว้ที่ด้านข้างของ Cockpit

หลังจาก Delta-7 หลายลำต้องสูญเสียไปในสงครามโคลน มันถูกทดแทนด้วย Delta-7B  มันมีจำนวนปืนเลเซอร์ 2 คู่ (4 กระบอก) เหมือนกัน ทำความเร็วสูงสุดในชั้นบรรยากาศได้ใกล้เคียงกัน (Delta-7B ทำได้ 1,250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่ Delta-7 ทำได้ 1,260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) Delta-7B เป็นที่นิยมใช้ของเจไดหลายคน เช่น โพลคูน (Plo Koon) จะมี Delta-7B และ Delta-7 ที่มีสีและลายเช่นเดียวกัน, อนาคิน จะมี Delta-7B เป็นสีเหลืองและเทา, อาโซก้า ทาโน่ (Ahsoka Tano) กับ Delta-7B สีแดง ขาวแซมเขียว, โอบีวัน กับ Delta-7B สีแดง, คิต ฟิสโต (Kit Fisto) กับ Delta-7B สีแดงเข้มเลือดนก และสัญญลักษณ์เขียวอ่อน เป็นต้น

ยาน Delta-7B ลำนี้โผล่ให้เห็นครั้งแรกใน The Clone Wars Series ซึ่งออกฉายทางโทรทัศน์ในปี 2008 เป็นครั้งแรก (First Season) โดยในตอนที่ 6 ที่มีชื่อตอนว่า “Downfall of a Droid”  ในฉากสมรภูมิรบดาวโบทาวาย (Bothawui) อนาคินได้ขับ Delta-7B นำ V-19 Torrent Starfighter แห่งฝูงบินทองเข้าต่อสู้กับกองทัพฝายแบ่งแยกที่นำโดยนายพลกรีวัส

Lego จำลองยาน Delta-7B ออกมาได้ดี มีสีสันที่สวยงาม ขนาดและสัดส่วนก็ถือได้ว่าทำออกมาได้ดีใกล้เคียงกับในหนัง  R2-D2 ที่ใส่ในช่องข้างหน้า Cockpit มีกลไกที่ทำให้ดีดตัวออกมาได้ แม้จะดีดได้ไม่ดีนัก มี sticker ที่แม้จะต้องติดน้อยชิ้น แต่ก็ถือเป็นข้อเสียที่จะกลายเป็นข้อเสียเจ้าประจำของ Lego ทุกชุดไปเสียแล้ว โดยรวมถือว่าเป็นยานที่สวยลำหนึ่ง และแฟน Stars Wars ไม่ควรพลาดครับ

ซ้ายคือ Delta-7 ของชุด 7143 และขวาคือ  Delta-7B ของชุดนี้

เปรียบเทียบจากด้านบน จะเห็นได้ว่าลำตัวของ Delta-7 จะยาวกว่า Delta-7B อย่างชัดเจน และ Cockpit ของ Delta-7 จะมีสีจางกว่า Cockpit ของ Delta-7B ค่อนข้างมาก


เปรียบเทียบจากด้านหน้า Delta-7 จะมีความสูงกว่า Delta-7B เล็กน้อย และปีกของ Delta-7 จะหุบลงน้อยกว่าปีกของ Delta-7B


เปรียบเทียบจากด้านทแยง  จะมองเห็นขาตั้งของยาน Delta-7 ได้ชัดเจนกว่าขาตั้งของ Delta-7B

ยาน Delta-7B ลำนี้ คุณปัญญาได้เคย Review ไว้นานแล้ว ตั้งแต่ออกใหม่ๆ ในปี 2008 สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ Blog ของคุณปัญญา


(ภาพจาก starwars.wikia.com)

Posted 3 มีนาคม 2010 by goongtomyum in Star Wars : The Clone Wars

Tagged with , ,

7106 – Droid Escape   Leave a comment

 
Set No.: 7106
Set Name : Droid Escape
Year : 2001
Pieces : 45
Figures : 2 – C-3PO (Pearl Light Gold), R2-D2
List Price : $6,  Thailand  ฿520
 
 
 
Escape Pod หรือยานชูชีพ เป็นยานขนาดเล็กสำหรับใช้ลิ้ภัยในกรณีฉุกเฉิน เป็นแบบมาตรฐานและจะมีติดตั้งอยู่ในยานอวกาศขนาดใหญ่ทุกลำ มันมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ทุกชนิด ก็มีลักษณะเด่นร่วมกันอยู่หลายประการ เช่น ห้องยังชีพที่ไร้ซึ่งความสะดวกสบายและสวยงาม เพราะมันถูกดาดหวังว่าจะถูกใช้ในเวลาจำกัดเพียง 2-3 ชั่วโมง เท่านั้น (แม้จะมีน้ำและเสบียง สำหรับการอยู่รอดได้ถึง 2 อาทิตย์),  มีขนาดเล็กสำหรับบรรทุกได้ 2 คนหรือบางชนิดอาจบรรทุกได้มากกว่า จนถึง 12 คนก็ได้, มีเบาะหรือชุดสำหรับต้านทานแรง G
 
เมื่อยานชูชีพถูกปล่อยออกจากยานแม่ ระบบอัตโนมัติของยานจะค้นหาดวงดาวที่ใกล้ที่สุด โดยใช้เครื่องตรวจจับและวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (Sensor)  รวมถึงใช้เครื่องมือสื่อสารเสาะหาสัญญาณสื่อสารทุกชนิด ทำให้มันสามารถร่อนลงได้อย่างปลอดภัยบนพื้นดินของดาวที่กำหนด มียานชูชีพมากมายหลายชนิดที่ได้รับการติดตั้งระบบ Htperdrive ขนาดเล็ก สำหรับการมุ่งไปสู่ดวงดาวเป้าหมาย
 
ในฉากเปิดเรื่องของ Star Wars ที่ออกฉายครั้งแรกในปี 1977 หลังจากยานแทนทีฟ 4 (Tantive IV) ของเจ้าหญิงเลอา โดนยานพิฆาตดารา  (Star Destroyer) ของฝ่ายจักรวรรดิใช้สนามแม่เหล็กดูดเข้าไปใต้ยาน หุ่นดรอยด์ตัวเอกของเรื่องทั้งสองคือ C-3PO และ R2-D2 ได้ใช้ยานชูชีพ 1 ในจำนวน 8 ลำของแทนทีฟ 4 (รุ่น Class-6) หนีออกจากยานแม่  และไปร่อนลงบนดาวทาทูอีน (Tatooine) เพื่อตามหาโอบีวัน เคนโนบี
 
ถือได้ว่าเป็นชุดเล็กๆ ที่ classic ชุดหนึ่งครับ ที่สำคัญ ลวดลายที่สวยงามบนตัวยาน Escape Pod เป็นลาย screen บน brick ขนานแท้ ไม่ใช่ sticker ครับ
 
 
(ภาพจาก starwars.wikia.com)

 

Posted 30 พฤศจิกายน 2009 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

Tagged with , ,

4475 – Jabba’s Message   Leave a comment

 
Set No.: 4475
Set Name : Jabba’s Message
Year : 2003
Pieces : 46
Figures : 3 – Bib Fortuna, R2-D2, C-3PO
List Price : $7, Thailand  ฿510
 
 
 
 
ชุดนี้ (4475 Jabba’s Message) และ 4476 Jabba’s Prize และ 4480 Jabba’s Palace เป็นการจำลองฉากในตอนต้นเรื่องของภาค Star Wars : Episode VI – Return Of The Jedi ซึ่งลุคและเจ้าหญิงเลอาวางแผนเข้าไปช่วยฮัน โซโลจากเงื้อมมือของแจ๊บบา (Jabba) โดยส่ง 2 หุ่นดรอยด์คือ R2-D2 และ C-3PO เข้าไปแจ้งกับแจ๊บบาว่าให้ปล่อยฮัน โซโล เป็นอิสระ และลุคจะมอบหุ่นทั้ง 2 ให้เป็นของกำนัลตอบแทน ซึ่งแน่นอนว่าแจ๊บบาได้ตอบปฏิเสธการปล่อยตัวฮัน โซโล แต่กลับยึดหุ่นดรอยด์ทั้ง 2 ตัวไว้
 
ชุดนี้จำลองเป็นประตูเข้าสู่วังของแจ๊บบา โดยเมื่อหุ่นทั้ง 2 เข้าประตูมา ก็จะพบกับ บิ๊บ ฟอร์ทูนา (Bib Fortuna) คนสนิทของแจ๊บบา ซึ่งได้สอบถามถึงความต้องการของดรอยด์ทั้ง 2 ก่อนจะพาไปพบแจ๊บบา
 
บิ๊บ ฟอร์ทูนา (Bib Fortuna) คนสนิทของแจ๊บบาเป็นชาวทวีเล็ค (Twi’lek) มาจากดาว Ryloth ซึ่งเป็นน่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะชาวทวีเล็คส่วนใหญ่เกลียดชังและต้องการที่จะฆ่าแจ๊บบา  บิ๊บ ฟอร์ทูนานิยมชมชอบในนิกายบีโอมาร์ (B’omarr) เมื่อเขาตาย สมองของเขาถูกแยกออกจากตัวตามความเชื่อของนิกายนี้
 
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ชุด 4480 Jabba’s Palace)
 

Posted 2 กันยายน 2009 by goongtomyum in Star Wars Episode VI

Tagged with , ,

8038 – The Battle of Endor   Leave a comment

 
Set No.: 8038
Set Name : The Battle of Endor
Year : 2009
Pieces : 890
Figures : 12
List Price : $100, Thailand  ฿8,430
 
ชุดนี้ให้ Minifig มาถึง 12 ตัว ถือว่าค่อนข้างเยอะครับ ผมขอแจกแจงก่อนเลยนะครับ
 
Han Solo (Falcon), Princess Leia (Endor Outfit), Chewbacca (Reddish Brown), R2-D2
 
Chief Chirpa (Ewok), Wicket (Ewok), Paploo (Ewok), Imperial Trooper
 
Rebel Commando Frown, Rebel Commando Beard, 2 Scout Trooper
 
เอ็นดอร์ (Endor) เป็นดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดในบริวาร 9 ดวงของดาวก๊าซยักษ์ Endor (หรือ Tana) ในระบบทวิสุริยะ รู้จักกันทั่วไปในนาม ดวงจันทร์ป่าดงดิบ (ดวงจันทร์เอ็นดอร์ จะเป็นที่รู้จักกว่าดาวก๊าซยักษ์เอ็นดอร์) พื้นที่เป็นป่าทึบ ทุ่งหญ้า และเทือกเขา มีประชากรประมาณ 30 ล้าน ประกอบไปด้วย อีว็อค (Ewok), ยัซซัม (Yuzzums), Teeks และ Gorphs  ฝ่ายจักรววรดิยึดครองดาวดวงนี้ไว้เพื่อใช้สร้างเกราะสนามพลังงานคุ้มกันให้กับ Death Star ดวงที่ 2 ที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง การรบ ณ สมรภูมิแห่งนี้ เป็นการรบที่ฝ่ายกบฏสามารถพลิกมาเอาชัยชนะเหนือฝ่ายจักรวรรดิได้อย่างค่อนข้างเด็ดขาด และเป็นจุดสิ้นสุดยุคของจักรวรรดิ
 
 
 
 
 
 
 
 
ถือว่าเป็นชุดใหญ่ชุดหนึ่งครับ เพราะมีทั้ง ฐานทัพ (Bunker), ไอ้ขาไก่ (AT-ST), Speeder Bike, เครื่องร่อน และเครื่องยิงหิน (Catapult) สามารถเอาทั้งหมดมาจำลองการรบในสมรภูมิรบดาวเอ็นดอร์ได้อย่างสบาย (จะดีมากเลยถ้าให้ทหาร Imperial Trooper ในชุดดำเพิ่มมาอีก)  ตัวบังเกอร์ออกแบบมาได้ดี สีสันสวยงาม แม้จะดูว่ามี scale เล็กไปบ้าง มีลูกเล่นตรงประตูเลื่อนปิดเปิดได้ และถ้ากดที่จานด้านบน ชิ้นส่วนที่เป็นผนังก็จะกระเด็นออกมาเหมือนโดนระเบิด (มีกลไกที่เป็นสปริงอยู่ภายใน)  ไอ้ขาไก่ (AT-ST) ได้รับการ redesign ใหม่ (เป็นครั้งที่ 2) สามารถหันหัวได้ และก้าวขาได้ แต่สมดุลย์ไม่ดีนัก ถ้าก้าวขาออกมาอาจทำให้ล้มได้ง่าย  74-Z Speeder Bike ก็ได้รับการได้รับการ redesign ใหม่ (เป็นครั้งที่ 2) เช่นกัน โดยเอา part ที่เป็นลำตัวของรถสามล้อ (Tricycle Body) มาทำเป็นลำตัวของ Speeder Bike เลย ซึ่งก็ทำให้ Speeder มีขนาดกระทัดรัดขึ้น  ส่วนเครื่องร่อนและเครื่องยิงหินก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูดีขึ้นเช่นกัน และเครื่องยิงหินสามารถยิงได้ค่อนข้างไกลทีเดียว แต่ที่ถือว่าเป็นทีเด็ดของชุดนี้สำหรับผมแล้วก็คือ Minifig ของตัวอีว็อคทีมีรายละเอียดที่สวยงาม (ดีกว่าในชุด 7139 – Ewok Attack มาก) และชุด Commando ฝ่ายกบฏที่ทำออกมาเป็นครั้งแรก ข้อดีอีกอย่างก็คือ ชุดนี้ไม่มี sticker ครับ สรุปโดยรวมแล้วถือว่าเป็นชุดที่น่าเก็บเป็นอย่างยิ่งครับ
 
เปรียบเทียบไอ้ขาไก่ 3 version ครับ โดยเปรียบเทียบชุดนี้กับชุด 7657 AT-ST (ปี 2007) และชุด 7127 Imperial AT-ST (ปี 2001)
 
ซ้ายคือชุด 7657 กลางคือชุดนี้ และขวาคือชุด 7127 
เปรียบเทียบจากด้านหน้า จะเห็นว่าชุด 7657 มีความสูงที่สุด
 
เปรียบเทียบจากด้านข้าง
 
ชุด 7657 (ซ้าย) จะหันหัวได้ ชุด 7127 (ขวา) จะขยับขาได้ แต่ชุดนี้ (กลาง) จะทำได้ทั้ง 2 อย่าง
 
เปรียบเทียบ 74-Z Speeder Bike ทั้ง 3 version โดยเปรียบเทียบชุดนี้กับชุด 7139 Ewok Attack (ปี 2002) และชุด 7128 Speeder Bikes (ปี 2001)
 
ซ้ายคือชุด 7139 กลางคือชุดนี้ และขวาคือชุด 7128
เปรียบเทียบจากด้านทแยง
 
เปรียบเทียบจากด้านบน จะเห็นว่าชุดนี้ ลำตัวยานสั้นที่สุด
 
เปรียบเทียบ เครื่องร่อน และเครื่องยิงหินกับชุด 7139 Ewok Attack (ปี 2002)
 
เครื่องร่อนทางซ้ายคือชุดนี้ และขวาคือชุด 7139
 
เครื่องยิงหินทางซ้ายคือชุดนี้ และขวาคือชุด 7139
 
เปรียบเทียบตัวอีว็อคกับชุด 7139 Ewok Attack (ปี 2002)
 
ตัวที่ 2 และ 4 คือตัวอีว็อคจากชุด 7139 ส่วนตัวอีว็อคของชุดใหม่นี้ จะมีการ paint สีของผ้าคลุมหัวรวมถึงมีลวดลายบนผ้าด้วย ส่วนนัยน์ตาก็มีการทำสีเป็นตาดำและตาขาวเช่นกัน นอกจากนี้ส่วนบนของตัวอีว็อคแต่ละตัวนี้ก็จะแยกใส่ถุงพลาสติก ถุงละชิ้นไม่ปนกับ part อื่น
 

10188 – Death Star   Leave a comment

 
Set No.: 10188
Set Name : Death Star
Year : 2008
Pieces : 3803
Figures : 24
List Price : $400, Thailand  ฿40,000
  
ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณคุณหมอปู เจ้าของสถานที่และเจ้าของ Death Star ชุดนี้ คุณหมอปูฝากบอกทุกคนด้วยว่า คนที่อยากเป็นเจ้าของ Death Star ดวงนี้ เมื่อได้ชุดนี้มา ควรต้องลาหยุดงานอย่างน้อย 1 วัน ไม่งั้นไม่มีทางต่อเสร็จ เพราะชิ้นส่วนมันเยอะมากมาก
 
ต้องบอกว่าเมื่อได้เห็นทีแรก ตะลึงกับความใหญ่อลังการเลยครับ รูปที่ถ่ายมาไม่ค่อยดีนัก เพราะความใหญ่ ทำให้หามุมถ่ายได้ลำบาก และเนื่องจากมี Minifig จำนวนมากถึง 24 ตัว ผมขอแจกแจงก่อนเลยนะครับ
 
IMG_3155a
Luke Skywalker (Stormtrooper outfit), Han Solo (Stormtrooper outfit), Han Solo (Black Vest), Princess Leia (White Dress), Luke Skywalker (Tatooine)
 
IMG_3197a 
2 Stormtrooper, 2 Death Star Trooper, Darth Vader (Death Star)
 
IMG_3159a
R2-Q5, 2 Royal Guard with Black Hands, Emperor Palpatine (Death Star), Protocol Droid
 
IMG_3204a
R2-D2, C-3PO (Pearl Gold), Grand Moff Tarkin, Assassin Droid (White)
 
IMG_3200a
Luke Skywalker (Jedi Knight), Obi-Wan Kenobi (Old, with Hood and Cape), Chewbacca
 
IMG_3379a 
Dianoga, Interrogation Droid, Mouse Droid
 
IMG_3382a
TIE Advanced X1
 
Lego ทำ Death Star ออกมาแล้ว 2 ชุดแล้ว คือชุด 10143 Death Star II ออกในปี 2005 มีความสูง 65 เซนติเมตร (รวมส่วนฐาน) และกว้าง 50 เซนติเมตร มีชิ้นส่วนรวม 3,441 ชิ้น และชุดนี้ (10188) ซึ่งสูง 41 เซนติเมตร และกว้าง 42 เซนติเมตร มีชิ้นส่วนรวม 3,803 ชิ้น เมื่อเปรียบเทียบกัน ชุดนี้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่จะน่าสนใจกว่าสำหรับใครหลายคนตรงที่มี Minifig ให้มาอย่างล้นหลามถึง 24 ตัวและบางตัวก็ไม่เคยมีในชุดใดใดมาก่อนเลย ทำให้ชุดนี้เป็นที่ต้องการมากของใครหลายๆ คนที่ชอบ Minifig แม้ว่าถ้าเทียบ Scale ตามท้องเรื่องแล้ว ขนาดของ Death Star จะต้องใหญ่มโหฬารกว่านี้มากมาก ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ในทางการค้า แต่อย่างไรก็ตาม การทำ Death Star ออกมาในรูปลักษณะแบบนี้ ก็ถือเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว
 
ในตัว Death Star ของชุดนี้จะแบ่งส่วนเป็น 3 ชั้น แต่ละชั้นก็จะแบ่งเป็นห้องย่อยต่างๆ ซึ่งจำลองฉากบางฉากที่เกิดบน Death Star และ  Death Star II เอาไว้ เรียงลำดับการเกิดก่อนหลังของฉากต่างๆ ได้ดังนี้
 
เหตุการณ์บน Death Star ในภาค Star Wars : Episode IV – A New Hope
  –  ฉากผู้ว่าการทาร์กิ้น วางแผนกับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อบีบบังคับให้เจ้าหญิงเลอาบอกตำแหน่งฐานทัพของฝ่ายกบฏ โดยให้ Death Star ยิงทำลายดาวอัลเดอรานทั้งดวง
  –  ฉากลุค กับฮัน โซโล ปลอมเป็น Stormtrooper บุกเข้าไปในที่คุมขังเจ้าหญิงเลอา
  –  ฉากลุค, ฮัน โซโล เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า (Chewbacca) ติดอยู่ในห้องบีบอัดขยะ ซึ่งผนังทั้ง  2 ด้านกำลังบีบตัวเข้าหากันและมีตัวประหลาด Dianoga ในน้ำที่รอจัดการกับเหยื่อ
  –  ฉาก R2-D2 และ C-3PO หลบอยู่ในห้องควบคุมการจอดยาน
  –  ฉากโอบีวัน ลอบผ่าน Stormtrooper เข้าไปปิดเครื่องกำเนิดพลังงานทำให้สนามแม่เหล็กทำงานไม่ได้ เพื่อให้ Millennium Falcon บินออกจาก Death Star ได้
  –  ฉากลุคกับเจ้าหญิงเลอาโหนเชือกหนี Stormtrooper ไปอีกฝั่งของปล่องท่อระบายลมขนาดใหญ่ใน Death Star
 
เหตุการณ์บน Death Star II ในภาค Star Wars : Episode VI – Return Of The Jedi
  –  ฉากลุคดวลดาบเลเซอร์กับดาร์ธ เวเดอร์ต่อหน้าจักรพรรดิพัลพาทีน
 
4 รูปต่อไปนี้ เป็นรูปถ่ายด้านข้างทั้ง 4 ด้าน โดยหมุนตัว Death Star จากหน้าไปซ้าย และ หน้าไปซ้าย จนครบทั้ง  4 ด้าน
 
 
 
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นบนของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้องย่อย ถ่ายหมุนเรียงตามลำดับจากหน้าไปซ้าย
IMG_3356a
ฉาก R2-D2 และ C-3PO หลบอยู่ในห้องควบคุมการจอดยาน
 
IMG_3330a
ฉากผู้ว่าการทาร์กิ้น วางแผนกับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อให้เจ้าหญิงเลอาบอกตำแหน่งฐานทัพของฝ่ายกบฏ
 
IMG_3334a
 
IMG_3396a
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นกลางของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้องย่อย
IMG_3225a
ฉาก Death Star Trooper ในห้องบังคับการ
 
IMG_3212a
ฉากฮัน โซโล ปลอมเป็น Stormtrooper บุกเข้าไปในที่คุมขังเจ้าหญิงเลอา
 
IMG_3221a
ฉากลุคดวลดาบเลเซอร์กับดาร์ธ เวเดอร์ต่อหน้าจักรพรรดิพัลพาทีน
 
IMG_3344a
ฉาก TIE Advanced X1 ในลานจอดยาน
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นล่างของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ห้องย่อย
IMG_3351a
 
IMG_3325a
ฉากลุค, เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า (Chewbacca) ติดอยู่ในห้องบีบอัดขยะ ซึ่งผนังทั้ง  2 ด้านกำลังบีบตัวเข้าหากันและมีตัวประหลาด Dianoga ในน้ำที่รอจัดการกับเหยื่อ (เจ้าหญิงเลอาในรูปนี้ ยืมมาจากชุดอื่นครับ)
 
IMG_3328a
ฉากโอบีวัน ลอบผ่าน Stormtrooper เข้าไปปิดเครื่องกำเนิดพลังงาน
 
IMG_3370a
ฉากลุคกับเจ้าหญิงเลอาโหนเชือกหนี Stormtrooper ไปอีกฝั่งของปล่องท่อระบายลมขนาดใหญ่ใน Death Star
 
Death Star ถือเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุดใน Star Wars สามารถยิงทำลายดาวทั้งดวงให้หายไปจากจักรวาลได้ภายในพริบตาโดยปืนรวมแสง Superlaser ในภาค A New Hope ซึ่งเราเห็น Death Star เป็นครั้งแรก ผู้ว่าการทาร์กิ้น (Grand Moff Tarkin หรือ Wilhuff Tarkin, Moff เป็นตำแหน่งผู้ปกครองเขต หรือ Sector ภายใต้  Galactic Empire) ได้ทดลองประสิทธิภาพของ Death Star ดวงแรกโดยยิงทำลายดาวอัลเดอราน (Alderaan) ของเจ้าหญิงเลอา (Leia) ทำให้ดาวทั้งดวงระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายไปทั่วอวกาศ
 
Death Star ดวงแรกถูกทำลายโดย Luke Skywalker ในสมรภูมิรบดาวยาวิน (Yavin) โดย Luke ขับ X-Wing บินเข้าไปยิงระเบิดโปรตอนลงไปในปล่องระบายความร้อนของเครื่องกำเนิดพลังงานของ Death Star ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ทำลาย Death Star จากภายใน ส่วน Death Star ดวงที่สองในภาค Return Of The Jedi ถูกทำลายโดย Wedge Antilles และ Lando Calrissian ในสมรภูมิรบดาวเอ็นดอร์ (Endor) โดยฝ่ายกบฏวางแผนให้ Han Solo นำหน่วยกล้าตายลงไปทำลายเครื่องสร้างเกราะพลังบนดวงจันทร์เอ็นดอร์ที่ป้องกัน Death Star ส่วน Wedge ขับ X-Wing และ Lando ขับ  Millennium Falcon บินเข้าไปตามท่อวกวนแคบๆ ที่เข้าสู่ใจกลางของ Death Star และยิงระเบิดโปรตอนเข้าสู่เครื่องกำเนิดพลังงานโดยตรง ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ทำลาย Death Star จากภายในเช่นกัน
 
Death Star กำเนิดจากความคิดของ Raith Sienar วิศวกรผู้ปราดเปรื่องของฝ่ายจักรวรรดิ (เขาเป็นคนสร้าง Scimitar และ TIE Fighter ด้วย) เขาได้เสนอความคิดของเขาต่อทาร์กิ้น ซึ่งทาร์กิ้นก็ได้นำไปเสนอต่อยังสมุหนายกพัลพาทีน (Supreme Chancellor Palpatine) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือดาร์ธซีเดียส (Darth Sidious) ซึ่งเป็นเจ้าแห่งซิธ (Sith Lord) ด้วยความที่ต้องการปกครองจักรวรรดิให้อยู่ภายใต้ความหวาดกลัวต่ออำนาจของเขา ดาร์ธซีเดียสได้มอบให้ศิษย์ของเขา เคาท์ดูกู (Count Dooku) นำต้นแบบของ Death Star สู่ดาวจีโอโนซิส (Geonosis) ซึ่งมีโรงงานการผลิตที่ก้าวหน้ามากมาย เพื่อทำแบบด้านวิศวกรรม และปรับปรุงด้านเทคนิคต่างๆ ก่อนการก่อสร้าง
 
ระหว่างการสู้รบในสมรภูมิรบดาวจีโอโนซิส เคาท์ดูกูได้หลบหนีออกจากดาวจีโอโนซิส โดยก่อนหลบหนี Poggle the Lesser ซึ่งเป็นผู้นำหรือ Archduke ของชาวจีโอโนเซี่ยน ได้มอบแบบแปลนที่สมบูรณ์ของ Death Star แก่เคาน์ดูกู (ฉากส่งมอบ Disc แบบแปลนนี้ จะมีให้เห็นในตอนท้ายของภาค Star Wars : Episode II – Attack Of The Clones) เมื่อเคาท์ดูกูหนีมาถึงดาวคอรัสซังต์ (Coruscant) ก็ได้ส่งแบบแปลนที่สมบูรณ์นี้คืนแก่ดาร์ธซีเดียส ในระหว่างสงครามโคลน กองร้อย 501(501st Legion) ถูกมอบหมายภารกิจให้ไปยังดาว Mygeetoo เพื่อรวบรวมแร่คริสตัลโบราณที่สามารถให้พลังงานอันมหาศาล เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานของ Death Star และหลังจากพัลพาทีนเปลี่ยนการระบบการปกครองใหม่ โดยล้มระบบสาธารณรัฐลง จัดตั้งเป็นจักรวรรดิแห่งกาแล็คซี่ (Galactic Empire) ขึ้น พร้อมกับตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิ เขาได้มอบให้ทาร์กินดำเนินการก่อสร้าง Death Star อย่างลับๆ ซึ่งหลังจากมันถูกสร้างเสร็จ Death Star ก็ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดของฝ่ายจักรวรรดิ
 


(ภาพจาก starwars.wikia.com)

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

6212 – X-Wing Fighter   Leave a comment

 
Set No.: 6212
Set Name: X-Wing Fighter
Year: 2006
Pieces : 437
Figures : 6 – Luke Skywalker (Pilot), Princess Leia (Hoth Outfit),  
                     Han Solo (Hoth Jacket Pattern), Chewbacca,  
                     Wedge Antilles, R2-D2
List Price : $50, Thailand  ฿3,199
 
IMG_1769a
 
IMG_1782a
 
IMG_1803a
 
IMG_1777a
 
ความเป็นมาและรายละเอียดของ X-Wing Fighter สามารถดูได้ที่ชุด 7140 – X-Wing Fighter
 
X-Wing ลำนี้จำลองมาจากฉากบนดาว Hoth ในตอนต้นเรื่องของภาค The Empire Strikes Back โดย X-Wing ในชุดนี้สามารถต่อเป็น X-Wing ลำที่ Wedge ขับ ซึ่งมีขีดแดงที่ปีก 3 ขีด (Rouge 3) หรือต่อเป็น X-Wing ลำที่ Luke ขับ ซึ่งมีขีดแดงที่ปีก 5 ขีดก็ได้ (Wedge เคยขับ X-Wing ตาม Luke ไปถล่ม Death Star ใน A New Hope, เป็นผู้ก่อตั้งฝูงบิน Rouge Squadron และเป็นตัวละครมนุษย์คนเดียวที่อยู่ในไตรภาคแรกทุกตอน นอกเหนือจากตัวละครหลักอื่นๆ ที่เป็นมนุษย์)
 
X-Wing ลำนี้จะมีสีขาวเป็นสีหลัก และมีลำตัวยาวกว่า X-Wing ในชุด 7140 ปีกตัว X สามารถหุบหรือกางได้โดยการหมุนเฟีองที่ท้ายยาน  ขาตั้งด้านหน้าสามารถพับเก็บได้ แต่ก็ทำให้มันตั้งได้ไม่เสถียรนัก ข้อเสียหนึ่งที่เห็นก็คือ มีการใช้หนังยางรัดปีก X ทั้ง 2 ข้าง (เพื่อให้หุบหลังจากกาง) แต่ตัวยานโดยรวม ถือว่าได้สัดส่วน สวยงามดี ดูดีกว่าชุด 7140
 
IMG_1793a
เปรียบเทียบกับชุด 7140 จากทางด้านบน (7140 อยู่ด้านซ้ายมือ)
 
IMG_1799a
เปรียบเทียบกับชุด 7140 จากทางด้านข้าง (7140 อยู่ด้านหน้า)
 

Posted 10 สิงหาคม 2008 by goongtomyum in Star Wars Episode V

Tagged with , , , , ,

9748 – Droid Developer Kit   Leave a comment

 
Set No.: 9748
Set Name: Droid Developer Kit                  
Year: 1999
Pieces : 657
List Price : $100, Thailand  ฿7,500
 
IMG_1814b 
 
สัญญลักษณ์หนึ่งของ Star Wars ทุกภาคก็คือหุ่นกระป๋องช่างเครื่องตัวนี้ที่มาพร้อมเสียงบิ๊บๆ อันเป็นเอกลักษณ์ และเช่นเดียวกับ C-3PO หุ่นการฑูตจอมกวน  R2-D2 ปรากฏตัวใน Star Wars ตั้งแต่ปี 1977 แต่ในหนังก็ไม่เคยพูดถึงที่มาที่ไปของหุ่นทั้ง 2 ตัวแต่อย่างใด จนกระทั่งมาถึง Star Wars : Episode I จึงได้รู้ว่า R2-D2 เป็นหุ่นยนต์ช่าง (Astromech Droid) อยู่ในพระราชอวกาศยานของราชินีดาวนาบู (Naboo Queen’s Royal Starship) โดยในตอนที่ราชอวกาศยาน บินหนีออกจากดาวนาบู เพื่อไปยังดาวคอรัสซังต์ (Coruscant) ยานได้ถูกระดมยิงจนเครื่องสร้างพลังเกราะลดกำลังลง และหุ่นยนต์ช่างของยานทั้งหมดได้ถูกส่งออกไปซ่อมแซมนอกตัวยาน แต่หุ่นยนต์ช่างถูกยิงเสียหายหมด เหลือแต่ R2-D2 เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถซ่อมราชอวกาศยานจนมีพลังขับ และสามารถบินหนีรอดออกมาได้ แต่ราชอวกาศยานก็ไม่สามารถเข้าสู่ High Space ได้ จึงต้องลงจอดซ่อมที่ดาวทาทูอีน
 
r2-d2-2a
 
ในชุดนี้ จะสามารถเลือกต่อตาม Manual เป็นหุ่นยนต์ได้ 3 แบบ คือ ต่อเป็น Jedi Knight Droid หรือ L-3GO Trainer Droid หรือ R2-D2 โดยมีชิ้นส่วนสำคัญคือ ชิ้นที่มีชื่อว่า Micro Scout ซึ่งให้พลังขับเคลื่อน และมี Sensor แสงอยู่ในตัว อาศัยพลังงานจากถ่านไฟฉาย AA จำนวน 2 ก้อน มีโปรแกรมสำเร็จ 7 โปรแกรมมาให้เลือกเล่น ได้แก่
     1. One Direction เดินหน้า หรือถอยหลังอย่างเดียว
     2. Two Direction เดินหน้า แล้วถอยหลัง (หรือชนสิ่งกีดขวางแล้วเปลี่ยนทิศทาง)
     3. Seek Light วิ่งเข้าหาทิศทางที่มีแสงสว่าง
     4. Light Control ใช้แสง (จากไฟฉาย) ควบคุมการเคลื่อนที่ (เดินหน้า-ถอยหลัง)
     5. Keep Alive เมื่อโดนแสงกระพริบ (เปิดปิดเปิดปิด) จะวิ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว
     6. Alarm เมื่อสภาวะแสงสว่างเปลี่ยน จะมีเสียงเตือน และเดินหน้า ถอยหลัง สลับกัน
     7. Code เหมือน 4. แต่ต้องตั้งความถี่ของการกระพริบก่อน ถ้าแสงกระพริบไม่ถูกจังหวะ จะวิ่งถอยหลัง
นอกจากนี้ ในชุดยังมี CD Rom ให้มาด้วย ซึ่งใน CD Rom จะมี รูปแบบการต่อในขั้นที่ยากขึ้นไปอีก (ระดับ Jedi Master Level) โดยสามารถต่อเป็น Gungan Sub, Battle Droid Speeder ฯลฯ
 
IMG_1810a
ขณะกำลังหมุนตัวถอยหลัง
 
IMG_1816a
เทียบขนาดกับ Mini Figure – R2-D2
 
ผมได้ชุดนี้เป็นของขวัญวันเกิดในปี 2000 จึงคิดว่าชุดนี้ บ้านเราน่าจะนำเข้ามาขายในปี 2000 ไม่ใช่ปี 1999 ตอนที่เห็นวางขายในห้าง ก็เกิดกิเลสทันที กะว่าต้องซื้อแน่กล่องนี้ เพราะ R2-D2 เปรียบเสมือนเป็น icon ของ Star Wars เลยก็ว่าได้ (ผมว่าเป็นมากกว่า C-3PO อีก) และที่เจ๋งคือ นอกจากตั้งโชว์แล้ว ยังสามารถเอามาเล่นได้ มันสามารถเคลื่อนไหวได้ และยังมีลูกเล่นในเรื่องของการใช้ Sensor แสงอีก พอได้มา ผมก็ต่อเป็น R2-D2 ทันที ไม่เคยต่อเป็นหุ่นแบบอื่นเลย รูปร่างโดยรวม ผมว่าดูดีกว่าชุด 8009 – R2-D2 ที่ออกในปี 2002 อาจเป็นเพราะตัว Micro Scout ที่อยู่ด้านหน้า ทำให้ดูเป็น mass กว่า (คล้ายหุ่นกระป๋องมากกว่า)
 

(ภาพจาก starwars.wikia.com)
 

Posted 6 สิงหาคม 2008 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

Tagged with

7140 – X-Wing Fighter   6 comments

 
Set No.: 7140
Set Name: X-Wing Fighter
Year: 1999
Pieces : 263
Figures : 4 – Luke Skywalker (Pilot), Biggs Darklighter, R2-D2, Rebel Technician             
List Price : $30, Thailand ฿2,225
 
IMG_1287a
 
IMG_1281a
 
IMG_1272a
 
 IMG_1689a
 
X-Wing เป็นเครื่องบินอเนกประสงค์ขนาดเล็กของฝายกบฏ ซึ่งปรากฏให้เห็นในตอนแรกของ Star Wars เมื่อปี 1977 (ซึ่งต่อมาได้เพิ่มเติม Special Effect เข้าไปอีกและนำออกฉายอีกครั้งในโอกาสครบรอบ 20 ปีในปี 1997 โดยใช้ชื่อว่า Star Wars : Episode IV – A New Hope) ในฉาก Climax ของเรื่อง Luke ได้ขับ X-Wing บินเข้าไปยิงระเบิดโปรตอนลงไปในปล่องระบายความร้อนของเครื่องกำเนิดพลังงานของ Death Star
 
X-Wing หรือชื่อเต็ม คือ T-65 X-Wing Starfighter ถูกสร้างโดยบริษัท Incom Corporation เป็นยานรบขนาดเล็กที่นั่งเดียว ด้านหลังห้องนักบิน มีช่องเจาะไว้สำหรับบรรทุกหุ่นช่างและช่วยบิน Astromech Droid รุ่น R2-Series โดยเฉพาะ หุ่นรุ่นนี้ช่วยขยายขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์บนยาน ช่วยในการนำทาง ช่วยในการบินเข้าสู่ High Space และยังสามารถบินแทนนักบินได้ รวมถึงทำการซ่อมแซมบำรุงรักษายานในขณะบินได้อีกด้วย ปีกของยานมี  2 ชั้นประกบติดกัน เมื่อเข้าสู่สถานะการรบ ปีกจะแยกออกจากกันเป็นรูปตัว X ปลายปีกทั้ง 4 ข้างติดตั้งปืนใหญ่เลเซอร์ และยังมีท่อยิงคู่สำหรับยิงตอร์ปิโดโปรตอนอีกด้วย
 
Lego ทำ X-Wing ลำนี้ โดยจำลองมาจากฉากที่ฐานทัพฝายกบฏ ซึ่ง Luke ได้พบกับ Biggs เพื่อนรุ่นพี่ ก่อนที่นักบินรบฝ่ายกบฏจะบินออกไปทำลาย Death Star ในสมรภูมิรบดวงจันทร์ยาวิน (Yavin IV)  สีพื้นของยานใช้สีเทาอ่อน (Light Grey) เป็นหลัก ในขณะที่ X-Wing ที่ออกมาภายหลัง (4502 และ 6212) ใช้สีพื้นหลักเป็นสีขาว ในส่วนของลูกเล่นต่างๆ ถ้าเทียบกันกับ 6212 – X-Wing Fighter ถือว่า X-Wing ลำนี้ถูกออกแบบมาโดยไม่มีลูกเล่นมากนัก เช่น ขาตั้งยานพับเก็บไม่ได้, ปีกตัว X ไม่มีเฟีองหมุนให้หุบหรือกางเหมือน X-Wing ใหม่ (ต้องใช้มือหุบปีกหรือกางปืกเอง)
 


(ภาพจาก starwars.wikia.com)

 

 
 

Posted 12 กรกฎาคม 2008 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

Tagged with , , ,