Archive for the ‘C-3PO’ Tag

9490 – Droid Escape   4 comments


Set No.: 9490
Set Name : Droid Escape
Year : 2012
Pieces : 137
Figures : 4 – R2-D2, C-3PO, Sandtrooper (Sergeant), Sandtrooper (Squad Leader)
List Price : $20, Thailand ฿1,630

ชุด Droid Escape นี้ Lego เคยทำออกมาครั้งหนึ่งแล้วในปี 2001 ซึ่งในชุดจะมีเพียงยานชูชีพ (Escape Pod), R2-d2 และ C-3PO เท่านั้น แต่ในชุดใหม่นี้ นอกจาก Escape Pod, R2-d2 และ C-3PO แล้ว ก็ยังมี Swoop Bike, Sandtrooper ยศจ่า, และ Sandtrooper ยศหมู่

ดูรายละเอียดและความเป็นมาของ Escape Pod ได้ที่ 7106 – Droid Escape

Swoop Bike เป็นยานพาหนะชนิดหนึ่งในจักรวาลของ Star Wars ซึ่งเหมือนกับ Speeder Bike มันเป็นเพียง “เครื่ยงยนต์ที่มีที่นั่ง” ไม่มีอะไรนอกเหนือไปกว่านั้น มันถูกใช้อย่างมากมายโดยพวกแก๊งอาชญกรรมนอกกฎหมายต่างๆ สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของชุดนี้ ก็คือ Sandtrooper ซึ่งให้มาถึง 2 ตัว โดยเป็น Sandtrooper ยศจ่า ซึ่งมีเกราะบ่าหรือ Shoulder Pad สีขาว และ Sandtrooper ยศหมู่ ซึ่งมีเกราะบ่าสีส้ม ที่ต่างจากเดิมอย่างชัดเจนก็คือ มีร่องรอยการเปรอะโคลนทรายทั่วตัว และหัวของ Minifig จะ screen เป็นหน้าตาแทนเดิมซึ่งปล่อยไว้เป็นหัวสีดำเฉยๆ (ดูรายละเอียดของ Sandtrooper ได้ที่ 8092 – Luke’s Landspeeder)

Escape Pod ลำนี้มีความยาว 15 เซนติเมตร สามารถเปิดออกและนำหุ่นดรอยด์ทั้งสองเข้าไปนั่งภายในได้ Swoop Bike มีความยาว 8 เซนติเมตร ขนาดเล็กกระทัดรัด เป็นชุดเล็กๆ ชุดหนึ่งที่น่าสนใจ ส่วนข้อเสียก็คงเป็น sticker และยาน Swoop Bike ซึ่งมันไม่ควรจะอยู่ในชุดนี้ แต่ควรจะเป็นดิวแบ็ก (Dewback) ซักตัว จะเหมาะกว่านี้มาก

เปรียบเทียบ Escape Pod โดยซ้ายคือ Escape Pod จากชุด 7106 – Droid Escape (2001) และขวาคือ Escape Pod จากชุดนี้

จะเห็นได้ว่า Escape Pod ของชุดนี้จะยาวกว่าอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงมีความเหมือนมากกว่า

เปรียบเทียบ C-3PO จากชุดต่างๆ โดยซ้ายสุดคือ C-3PO จากชุด 7106 – Droid Escape (2001) กลางจากชุด 8092 – Luke’s Landspeeder (2010) และขวาสุดจากชุดนี้

Minifig C-3PO ในยุคแรกๆ จะเป็นสีทองอ่อนๆ (Pearl Light Gold) และต่อมา จะเป็นสีทองที่เข้มขึ้น (Pearl Gold) และล่าสุดจะมีลวดลายของสายไฟสีสันต่าง ๆ

เปรียบเทียบ Sandtrooper จากชุดต่างๆ โดยซ้ายสุดคือ Sandtrooper ยศหมู่จากชุด 7659 – Imperial Landing Craft (2007) ถัดมาคือ Sandtrooper (พลทหาร-ไม่มียศ) จากชุด 8092 – Luke’s Landspeeder (2010) ส่วนสองตัวขวาคือ Sandtrooper ยศหมู่และยศจ่าจากชุดนี้ตามลำดับ


เปรียบเทียบลวดลายที่ขาโดยเทียบกับ Stormtrooper จากชุด 7264 – Imperial Inspection (2005)

เปรียบเทียบ R2-D2 ของชุดนี้ (ซ้าย) กับ R2-D2 จากชุด 8092 – Luke’s Landspeeder (ขวา)

ดูเผินๆ เหมือนว่า R2-D2 ที่ออกใหม่ในปี 2012 นี้จะเหมือนกับ R2-D2 รุ่นหัวสีเทา ((Light Bluish Gray) ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดทุกประการ แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็จะสังเกตเห็นข้อแตกต่างที่เล็กน้อยได้ ซึ่งก็คือ ปุ่มที่อยู่บนหัวนั่นเอง โดย R2-D2 รุ่นที่ออกใหม่ในปี 2012 นี้ ปุ่มบนหัวจะตัน ไม่มีรูเหมือนกับรุ่นเก่าแล้ว

Posted 16 เมษายน 2012 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

Tagged with , , , ,

10144 – Sandcrawler   Leave a comment


Set No.: 10144
Set Name : Sandcrawler
Year : 2005
Pieces : 1669
Figures : 11 – Uncle Owen Lars, C-3PO, R2-D2, R5-D4, 3 Jawas, 
                    ASP droid, Gonk droid, R1-G4, Treadwell droid
List Price : $140


ทั้งหมดที่ให้มาในชุดนี้ มีส่วนที่เป็นหลังคามาให้เลือกว่าจะเป็นแบบติดตั้งปั้นจั่นหรือไม่ติดตั้ง


ประตูด้านหน้าของยานสามารถเปิดได้


พวกจาวากำลังลำเลียงหุ่นดรอยด์ลงจากยาน


ปั้นจั่นพร้อมด้วยท่อดูดสินแร่พลังแม่เหล็ก ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการจับหุ่นดรอยด์ หรือขนย้าย


Owen Lars ขณะกำลังเจรจากับพวกจาวาเพื่อซื้อหุ่นดรอยด์


ลำตัวยานส่วนกลาง สามารถยกออกมาได้ แสดงให้เห็นถึงส่วนที่เป็นหอบังคับการ


Uncle Owen Lars, C-3PO, R2-D2, R5-D4


Jawa จำนวน 3 ตัว


ASP droid, Gonk droid, R1-G4, Treadwell droid

บริษัทขุดแร่ของชาวดาว Corellia ซึ่งเป็นองค์กรที่ค้นพบและสร้างอาณานิคมบนดาวจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นก็คือดาวทาทูอีน (Tatooine) องค์กรของชาว Corellian นี้ยังเป็นผู้ประดิษฐ์ยานพาหนะที่ทรงพลังอย่างเช่นแซนด์ครอว์เลอร์ (Sandcrawler) หรือ Digger crawler นี้ขึ้นมาด้วย  มันถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการขุดแร่ แต่พวกจาวา (Jawa) ได้ดัดแปลงมันเป็นบ้านเคลื่อนที่ และทำให้ภาพของ Sandcrawler ที่แสนจะใหญ่เทอะทะกำลังปีนเนินทราย เป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปบนดาวทาทูอีน

ก่อนที่สมรภูมิรบดาวยาวินจะเริ่มขึ้น พวกบริษัทขุดแร่คิดว่าทาทูอีนน่าจะเป็นดาวที่มีสินแร่มหาศาล แต่หลังจากการขุดเจาะไปไม่นาน ปริมาณแร่ได้ลดลงอย่างรวดเร็ว และแทบจะหมดไปในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงสภาพภูมิอากาศอันเลวร้ายและรวมถึงการปล้นสดมภ์จากเหล่ามนุษย์ทราย เจ้าของสมญานาม ทัสเคนเรดเดอร์ส (Tusken Raiders) ทำให้บริษัทขุดแร่ ประสบกับผลขาดทุนมากมาย และไม่มีเงินทุนเหลือพอที่จะขนยานพาหนะยักษ์นี้กลับไปด้วย

Sandcrawler หรือ Digger crawler ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ และด้วยตีนตะขาบขนาดใหญ่ ทำให้มันสามารถไปได้ทุกสภาพภูมิประเทศของดาวทาทูอีน พื้นที่ของยานมากกว่าครึ่งเป็นที่เก็บสินค้า ซึ่งเดิมใช้เป็นที่เก็บสินแร่ ส่วนที่เหลือใช้เป็น workshop สำหรับซ่อมบำรุง และปรับแต่งหุ่นยนต์และเครื่องมือเครื่องใช้ทางเทคโนโลยี่ต่างๆ ท่อดูดสินแร่พลังแม่เหล็กถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการจับหุ่นดรอยด์หรือยานพาหนะตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และส่วนบังคับการหรือสะพานเดินเรือ จะอยู่บนส่วนสูงสุดของยาน

พวกจาวา เป็นเผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย ดำรงชีพด้วยการเก็บหุ่นยนต์และชิ้นส่วนเครื่องยนต์เก่าๆ ที่พอใช้งานได้ไปขายพวกชาวไร่บนดาวทาทูอีน พวกมันมักอาศัยอยู่ลึกเข้าไปในเขตทะเลทราย และอาศัยอยู่ในยาน Sandcrawler ขนาดใหญ่ พวกจาวามีลักษณะเด่นที่สังเกตได้ง่ายคือ มักสวมใส่ชุดเสื้อคลุมสีน้ำตาล มีผ้าคลุมศีรษะสีน้ำตาลเช่นกัน มีดวงตาสีเหลืองอร่ามส่องประกาย มีรูปร่างขนาดเล็ก มีภาษาพูดที่พูดอย่างรวดเร็วที่เรียกว่าภาษา Jawaese เป็นชาวพื้นเมืองของดาวทาทูอีน เช่นเดียวกับมนุษย์ทราย แม้ว่ามันจะมีลักษณะคล้ายกับพวก Rodent ก็ตาม พวกจาวาจะเป็นมิตรกับชาวอาณานิคมที่มาตั้งรกรากบนดาวทาทีอีนมากกว่าชาวพื้นเมืองเผ่าอื่นๆ (เช่น มนุษย์ทราย) พวกมันกลับมองว่า การมีชาวต่างดาวมาอาศัยอยู่บนดาว ทำให้พวกมันมีโอกาสทำมาค้าขายได้ง่ายขึ้น และพวกมันยังเป็นพวกที่มีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีนักเกี่ยวกับการหลอกลวงขายหุ่นดรอยด์ล้าสมัยหรือบกพร่องให้กับพวกชาวไร่ของชาวอาณานิคม

Sandcrawler ปรากฏให้เห็นครั้งแรก ใน Star Wars : Episode IV – A New Hope ในฉากที่ R2-D2 และ C-3PO ซึ่งหลบหนีโดยยานชูชีพมาตกลงบนดาวทาทูอีน และเดินไปตามทะเลทราย จนถูกจับโดยพวกจาวา

Lego จำลอง Sandcrawler ลำนี้ออกมามีขนาดยาว 38 เซนติเมตร กว้าง 19 เซนติเมตร และสูง 22 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่พอสมควร แต่ถ้าเทียบสัดส่วนกับขนาดของยานที่เห็นในหนังแล้ว ยังถือได้ว่ามีขนาดที่เล็กกว่าที่ควรจะเป็น ยานลำนี้มีลูกเล่นตรงลำตัวยานส่วนกลาง สามารถยกออกมาได้ แสดงให้เห็นถึงส่วนที่เป็นหอบังคับการ ประตูใหญ่ด้านหน้า ก็สามารถเปิด พับลงมาได้ รวมถึงการมีเฟืองด้านหลังให้หมุนเพื่อปรับทิศทางการเคลื่อนที่ของยานได้

เป็นชุด Exclusive ชุดหนึ่งที่ไม่ได้ถูกนำเข้ามาขายในประเทศไทย แต่มีความสวยงาม และคุ้มค่าแก่การเป็นเจ้าของครับ


(ภาพจาก starwars.wikia.com)

Posted 30 กรกฎาคม 2011 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

Tagged with , , , , , , , , ,

8129 – AT-AT Walker   Leave a comment

 
Set No.: 8129
Set Name : AT-AT Walker
Year : 2010
Pieces : 815
Figures : 8 – Luke Skywalker (Pilot), Han Solo, C-3PO, Hoth Rebel Trooper
                    General Veers, AT-AT Driver, 2 Snowtrooper
List Price : $110, Thailand ฿6,999
 
 
 
 
กลางลำตัวเปิดให้เห็นห้องโดยสารภายใน และ Snowtrooper
 
นายพลเวียร์กับส่วนที่เป็น Command Center พร้อมด้วย AT-AT Driver และ Snowtrooper
 
C-3PO, ฮัน โซโล และทหารกบฏพร้อมด้วยป้อมปืนใหญ่เลเซอร์ 1.4 FD P-Tower
 
 
 
เป็นเครื่องจักรสงครามใน Star Wars ที่ผมโปรดปรานที่สุด และในโอกาสครบรอบ 30 ปีของ The Empire Strikes Back ถ้าจะไม่มีเจ้าตัวนี้ ก็คงเป็นการตกหล่นอะไรไปบ้างแน่นอน ใช่แล้ว มันก็คือ AT-AT ที่กองทัพจักรวรรดิใช้เป็นกำลังหลักในการบดขยี้กองทัพของฝ่ายกบฏในสมรภูมิรบดาวโฮธ (Hoth) นั่นเอง
 
ดูรายละเอียดและความเป็นมาของ Walker เกราะสุดหนาตัวนี้ได้ที่ 4483 – AT-AT  และสามารถดูเพิ่มเติมได้อีกที่ 10178 – Motorized Walking AT-AT
 
AT-AT ตัวนี้มีความยาว 33 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร ส่วนหัวสามารถเปิดให้ AT-AT Driver เข้าไปนั่งได้ ส่วนลำตัว ก็เปิดให้เห็นส่วนห้องโดยสารของเหล่า Snowtrooper ได้ และยังมีส่วนที่เป็น Command Center ของนายพลเวียร์ (General Veers) ด้วย (แต่ในหนังจะเห็นว่านายพลเวียร์อยู่ในห้องพลขับที่ส่วนหัว) นอกจากตัว AT-AT แล้ว ในชุดนี้ยังให้ป้อมปืนใหญ่เลเซอร์ 1.4 FD P-Tower ซึ่งมีรูปทรงคล้ายเรดาร์มาด้วย ชุดนี้ให้ Minifig มาถึง 8 ตัว (แต่บางตัวก็ไม่เกี่ยวข้องกับสมรภูมิรบเลย เช่น ฮัน โซโล และ C-3PO ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในฉากรบนี้) โดย Minifig บางตัว เช่น นายพลเวียร์ จะต่างจากตัวเดิมในชุด 10178 อย่างชัดเจน ส่วน ฮัน โซโล ดูผิวเผินจะคล้ายกับตัวเดิมในชุด 4504, 6212 หรือ 7666 แต่ก็ไม่ใช่ ส่วนที่เป็นเสื้อแจ็กเก็ตและหน้าตาจะแตกต่างจากเดิม ส่วนลุค สกายวอคเกอร์ค่อนข้างคล้ายกับตัวเดิมในชุด 6212 หรือ 10178 มากแต่ก็แตกต่างจากเดิมตรงเสื้อนักบิน และหน้าตาที่มีการแต้มสีอื่นที่ไม่ใช่สีดำ (เช่น สีขาวในตาดำ, คิ้วเป็นสีน้ำตาล และรอยคางเป็นสีแดง)
 
AT-AT ตัวนี้ นับเป็นตัวที่ 5 ที่ Lego ทำออกมา โดยมีชุด 9754 – Dark Side Development Kit (ชุด Technic) ออกมาเป็นชุดแรกในปี 2000, ชุด 4483 – AT-AT ปี 2003, ชุด 4489 – AT-AT (ชุด Mini) ปี 2003 เป็นชุดที่สองและสาม และชุด 10178 – Motorized Walking AT-AT ปี 2007 เป็นชุดที่สี่ แต่ ณ ที่นี้ ผมจะนำมาเปรียบเทียบกันเพียง 3 ชุดเท่านั้นโดยไม่รวมถึงชุด Technic และชุด Mini ซึ่ง 3 ชุดนี้ก็คือชุด 4483 ปี 2003, ชุด 10178 ปี 2007 และชุด 8129 นี้ ซึ่งโดยรวมแล้ว AT-AT ทั้ง 3 ชุดนี้มีรูปร่างและสัดส่วนใกล้เคียงกันมาก สามารถนำเอาทั้ง  3 ตัวมาตั้งโชว์ด้วยกันเพื่อทำเป็น Diorama ของสมรภูมิรบดาวโฮธได้เลย สิ่งแตกต่างที่พอเห็นได้ก็เช่น ชุดล่าสุดนี้ (8129) มีลักษณะรูปร่าง โดยเฉพาะส่วนหัว ดูดีกว่า 2 ตัวแรกเล็กน้อย (ดูเหมือนในหนังมากกว่า) แต่กลับมีขนาดเล็กกว่าชุด 4483 (ปี 2003) อย่างเห็นได้ชัดเจน และด้อยกว่าชุด 10178 (ปี 2007) ที่มีจุดเด่นตรงที่สามารถเดินได้จริง แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นชุดที่น่าสนใจชุดหนึ่งทีเดียว ใครที่เคยพลาด AT-AT ตัวก่อนหน้านี้ไป คราวนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ
 
เปรียบเทียบ AT-AT จากชุดต่างๆ โดย ซ้ายสุดคือชุด 4483 – AT-AT (2003) กลางคือชุด 10178 – Motorized Walking AT-AT (2007) และขวาสุดคือชุดนี้ 8129 – AT-AT Walker (2010)
 
 
 
หมายเหตุ AT-AT จากชุด 10178 บนส่วนหลังจะมีการดัดแปลงจากต้นแบบเล็กน้อย (ใส่ IR Receiver เพื่อให้ใช้ Remote Control บังคับได้)
 

8092 – Luke’s Landspeeder   Leave a comment


Set No.: 8092
Set Name : Luke’s Landspeeder
Year : 2010
Pieces : 163
Figures : 6 – Luke Skywalker, Obi-Wan Kenobi, C-3PO, R2-D2, Sandtrooper, Sentry Droid
List Price : $25, Thailand  ฿2,120

ชุดนี้เป็นการจำลองมาจากฉากเบน หรือโอบีวัน เคนโนบี พาลุคและหุ่นดรอยด์ ผ่านด่านสกัดของ Sandtrooper บนดาวทาทูอีน ในภาค Star Wars : Episode IV – A New Hope

ความเป็นมาและรายละเอียดของ Landspeeder  สามารถดูได้ที่ชุด 7110 – Landspeeder

Sandtrooper หรือ Desert Trooper คือทหาร Stormtrooper ที่ได้รับการดัดแปลงชุดเกราะและติดตั้งอุปกรณ์ตลอดจนอาวุธเพื่อใช้ในภูมิอากาศที่แห้งแล้ง เช่น ทะเลทราย รวมถึงยังได้รับการฝึกพิเศษเพื่อให้คุ้นเคยกับลักษณะภูมิอากาศแห้งแล้งด้วย ในหมวกและชุดเกราะของ Sandtrooper ได้ติดตั้งเครื่องทำความเย็นเพื่อป้องกันอากาศร้อนภายนอก ชุดเกราะภายนอกดูเหมือนชุดทั่วไปของ Stormtrooper แต่มีการฉาบสารสะท้อนความร้อนเป็นพิเศษ ส่วนหมวกก็มีการติดตั้งแว่นตัดแสงสะท้อนไว้ภายในด้วย สีของเกราะบ่า (Pauldron) จะเป็นการบ่งถึงยศตำแหน่งของผู้สวม เช่น ทหารเกณฑ์ทั่วไปจะเป็นสีดำ ผู้หมู่เป็นสีส้ม และจ่าเป็นสีขาว

ถือได้ว่าเป็นชุดสุดคุ้มชุดหนึ่งของปี 2010 นี้ เพราะให้ Minifig มาเยอะมากมายถึง 6 ตัว ใครที่ยังไม่เคยมี Landspeeder มาก่อนเลย ถือเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ที่จะหามาเก็บเอาไว้ซัก  1 ลำ

เปรียบเทียบ Sandtrooper จากชุดต่างๆ โดยซ้ายสุดคือ Sandtrooper จากชุด 4501 – Mos Eisley Cantina (2004)  กลางจากชุด 7659 – Imperial Landing Craft (2007) และขวาสุดจากชุดนี้


ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ Sandtrooper จากชุด 4501 จะมีเกราะบ่าเป็นสีส้ม และมีเครื่องช่วยหายใจ (Re-Breather) แต่จากชุด 7659 จะมีเกราะบ่าเป็นสีส้มเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีเครื่องช่วยหายใจ ส่วน Sandtrooper ของชุดนี้จะมีเกราะบ่าเป็นสีดำ และมีเครื่องช่วยหายใจ

เปรียบเทียบ Landspeeder จากชุดต่างๆ โดยซ้ายสุดคือ Landspeeder จากชุด 7110 – Landspeeder (1999) กลางจากชุด 4501 – Mos Eisley Cantina (2004) และขวาสุดจากชุดนี้


ยาน Landspeeder จากชุด 7110 จะมีขนาดเล็กสุด มีด้านกว้างและด้านยาวน้อยกว่า Landspeeder จากอีก 2 ชุดที่เหลือ ส่วน Landspeeder จากชุด 4501 ก็จะมีสีออกแดงเข้ม ต่างจากอีก  2 ชุดซึ่งเป็นสีแทน


(ภาพจาก starwars.wikia.com)

Posted 21 กรกฎาคม 2010 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

Tagged with , , , , , ,

7106 – Droid Escape   Leave a comment

 
Set No.: 7106
Set Name : Droid Escape
Year : 2001
Pieces : 45
Figures : 2 – C-3PO (Pearl Light Gold), R2-D2
List Price : $6,  Thailand  ฿520
 
 
 
Escape Pod หรือยานชูชีพ เป็นยานขนาดเล็กสำหรับใช้ลิ้ภัยในกรณีฉุกเฉิน เป็นแบบมาตรฐานและจะมีติดตั้งอยู่ในยานอวกาศขนาดใหญ่ทุกลำ มันมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ทุกชนิด ก็มีลักษณะเด่นร่วมกันอยู่หลายประการ เช่น ห้องยังชีพที่ไร้ซึ่งความสะดวกสบายและสวยงาม เพราะมันถูกดาดหวังว่าจะถูกใช้ในเวลาจำกัดเพียง 2-3 ชั่วโมง เท่านั้น (แม้จะมีน้ำและเสบียง สำหรับการอยู่รอดได้ถึง 2 อาทิตย์),  มีขนาดเล็กสำหรับบรรทุกได้ 2 คนหรือบางชนิดอาจบรรทุกได้มากกว่า จนถึง 12 คนก็ได้, มีเบาะหรือชุดสำหรับต้านทานแรง G
 
เมื่อยานชูชีพถูกปล่อยออกจากยานแม่ ระบบอัตโนมัติของยานจะค้นหาดวงดาวที่ใกล้ที่สุด โดยใช้เครื่องตรวจจับและวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (Sensor)  รวมถึงใช้เครื่องมือสื่อสารเสาะหาสัญญาณสื่อสารทุกชนิด ทำให้มันสามารถร่อนลงได้อย่างปลอดภัยบนพื้นดินของดาวที่กำหนด มียานชูชีพมากมายหลายชนิดที่ได้รับการติดตั้งระบบ Htperdrive ขนาดเล็ก สำหรับการมุ่งไปสู่ดวงดาวเป้าหมาย
 
ในฉากเปิดเรื่องของ Star Wars ที่ออกฉายครั้งแรกในปี 1977 หลังจากยานแทนทีฟ 4 (Tantive IV) ของเจ้าหญิงเลอา โดนยานพิฆาตดารา  (Star Destroyer) ของฝ่ายจักรวรรดิใช้สนามแม่เหล็กดูดเข้าไปใต้ยาน หุ่นดรอยด์ตัวเอกของเรื่องทั้งสองคือ C-3PO และ R2-D2 ได้ใช้ยานชูชีพ 1 ในจำนวน 8 ลำของแทนทีฟ 4 (รุ่น Class-6) หนีออกจากยานแม่  และไปร่อนลงบนดาวทาทูอีน (Tatooine) เพื่อตามหาโอบีวัน เคนโนบี
 
ถือได้ว่าเป็นชุดเล็กๆ ที่ classic ชุดหนึ่งครับ ที่สำคัญ ลวดลายที่สวยงามบนตัวยาน Escape Pod เป็นลาย screen บน brick ขนานแท้ ไม่ใช่ sticker ครับ
 
 
(ภาพจาก starwars.wikia.com)

 

Posted 30 พฤศจิกายน 2009 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

Tagged with , ,

4475 – Jabba’s Message   Leave a comment

 
Set No.: 4475
Set Name : Jabba’s Message
Year : 2003
Pieces : 46
Figures : 3 – Bib Fortuna, R2-D2, C-3PO
List Price : $7, Thailand  ฿510
 
 
 
 
ชุดนี้ (4475 Jabba’s Message) และ 4476 Jabba’s Prize และ 4480 Jabba’s Palace เป็นการจำลองฉากในตอนต้นเรื่องของภาค Star Wars : Episode VI – Return Of The Jedi ซึ่งลุคและเจ้าหญิงเลอาวางแผนเข้าไปช่วยฮัน โซโลจากเงื้อมมือของแจ๊บบา (Jabba) โดยส่ง 2 หุ่นดรอยด์คือ R2-D2 และ C-3PO เข้าไปแจ้งกับแจ๊บบาว่าให้ปล่อยฮัน โซโล เป็นอิสระ และลุคจะมอบหุ่นทั้ง 2 ให้เป็นของกำนัลตอบแทน ซึ่งแน่นอนว่าแจ๊บบาได้ตอบปฏิเสธการปล่อยตัวฮัน โซโล แต่กลับยึดหุ่นดรอยด์ทั้ง 2 ตัวไว้
 
ชุดนี้จำลองเป็นประตูเข้าสู่วังของแจ๊บบา โดยเมื่อหุ่นทั้ง 2 เข้าประตูมา ก็จะพบกับ บิ๊บ ฟอร์ทูนา (Bib Fortuna) คนสนิทของแจ๊บบา ซึ่งได้สอบถามถึงความต้องการของดรอยด์ทั้ง 2 ก่อนจะพาไปพบแจ๊บบา
 
บิ๊บ ฟอร์ทูนา (Bib Fortuna) คนสนิทของแจ๊บบาเป็นชาวทวีเล็ค (Twi’lek) มาจากดาว Ryloth ซึ่งเป็นน่าแปลกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะชาวทวีเล็คส่วนใหญ่เกลียดชังและต้องการที่จะฆ่าแจ๊บบา  บิ๊บ ฟอร์ทูนานิยมชมชอบในนิกายบีโอมาร์ (B’omarr) เมื่อเขาตาย สมองของเขาถูกแยกออกจากตัวตามความเชื่อของนิกายนี้
 
(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ชุด 4480 Jabba’s Palace)
 

Posted 2 กันยายน 2009 by goongtomyum in Star Wars Episode VI

Tagged with , ,

10188 – Death Star   Leave a comment

 
Set No.: 10188
Set Name : Death Star
Year : 2008
Pieces : 3803
Figures : 24
List Price : $400, Thailand  ฿40,000
  
ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณคุณหมอปู เจ้าของสถานที่และเจ้าของ Death Star ชุดนี้ คุณหมอปูฝากบอกทุกคนด้วยว่า คนที่อยากเป็นเจ้าของ Death Star ดวงนี้ เมื่อได้ชุดนี้มา ควรต้องลาหยุดงานอย่างน้อย 1 วัน ไม่งั้นไม่มีทางต่อเสร็จ เพราะชิ้นส่วนมันเยอะมากมาก
 
ต้องบอกว่าเมื่อได้เห็นทีแรก ตะลึงกับความใหญ่อลังการเลยครับ รูปที่ถ่ายมาไม่ค่อยดีนัก เพราะความใหญ่ ทำให้หามุมถ่ายได้ลำบาก และเนื่องจากมี Minifig จำนวนมากถึง 24 ตัว ผมขอแจกแจงก่อนเลยนะครับ
 
IMG_3155a
Luke Skywalker (Stormtrooper outfit), Han Solo (Stormtrooper outfit), Han Solo (Black Vest), Princess Leia (White Dress), Luke Skywalker (Tatooine)
 
IMG_3197a 
2 Stormtrooper, 2 Death Star Trooper, Darth Vader (Death Star)
 
IMG_3159a
R2-Q5, 2 Royal Guard with Black Hands, Emperor Palpatine (Death Star), Protocol Droid
 
IMG_3204a
R2-D2, C-3PO (Pearl Gold), Grand Moff Tarkin, Assassin Droid (White)
 
IMG_3200a
Luke Skywalker (Jedi Knight), Obi-Wan Kenobi (Old, with Hood and Cape), Chewbacca
 
IMG_3379a 
Dianoga, Interrogation Droid, Mouse Droid
 
IMG_3382a
TIE Advanced X1
 
Lego ทำ Death Star ออกมาแล้ว 2 ชุดแล้ว คือชุด 10143 Death Star II ออกในปี 2005 มีความสูง 65 เซนติเมตร (รวมส่วนฐาน) และกว้าง 50 เซนติเมตร มีชิ้นส่วนรวม 3,441 ชิ้น และชุดนี้ (10188) ซึ่งสูง 41 เซนติเมตร และกว้าง 42 เซนติเมตร มีชิ้นส่วนรวม 3,803 ชิ้น เมื่อเปรียบเทียบกัน ชุดนี้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่จะน่าสนใจกว่าสำหรับใครหลายคนตรงที่มี Minifig ให้มาอย่างล้นหลามถึง 24 ตัวและบางตัวก็ไม่เคยมีในชุดใดใดมาก่อนเลย ทำให้ชุดนี้เป็นที่ต้องการมากของใครหลายๆ คนที่ชอบ Minifig แม้ว่าถ้าเทียบ Scale ตามท้องเรื่องแล้ว ขนาดของ Death Star จะต้องใหญ่มโหฬารกว่านี้มากมาก ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ในทางการค้า แต่อย่างไรก็ตาม การทำ Death Star ออกมาในรูปลักษณะแบบนี้ ก็ถือเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว
 
ในตัว Death Star ของชุดนี้จะแบ่งส่วนเป็น 3 ชั้น แต่ละชั้นก็จะแบ่งเป็นห้องย่อยต่างๆ ซึ่งจำลองฉากบางฉากที่เกิดบน Death Star และ  Death Star II เอาไว้ เรียงลำดับการเกิดก่อนหลังของฉากต่างๆ ได้ดังนี้
 
เหตุการณ์บน Death Star ในภาค Star Wars : Episode IV – A New Hope
  –  ฉากผู้ว่าการทาร์กิ้น วางแผนกับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อบีบบังคับให้เจ้าหญิงเลอาบอกตำแหน่งฐานทัพของฝ่ายกบฏ โดยให้ Death Star ยิงทำลายดาวอัลเดอรานทั้งดวง
  –  ฉากลุค กับฮัน โซโล ปลอมเป็น Stormtrooper บุกเข้าไปในที่คุมขังเจ้าหญิงเลอา
  –  ฉากลุค, ฮัน โซโล เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า (Chewbacca) ติดอยู่ในห้องบีบอัดขยะ ซึ่งผนังทั้ง  2 ด้านกำลังบีบตัวเข้าหากันและมีตัวประหลาด Dianoga ในน้ำที่รอจัดการกับเหยื่อ
  –  ฉาก R2-D2 และ C-3PO หลบอยู่ในห้องควบคุมการจอดยาน
  –  ฉากโอบีวัน ลอบผ่าน Stormtrooper เข้าไปปิดเครื่องกำเนิดพลังงานทำให้สนามแม่เหล็กทำงานไม่ได้ เพื่อให้ Millennium Falcon บินออกจาก Death Star ได้
  –  ฉากลุคกับเจ้าหญิงเลอาโหนเชือกหนี Stormtrooper ไปอีกฝั่งของปล่องท่อระบายลมขนาดใหญ่ใน Death Star
 
เหตุการณ์บน Death Star II ในภาค Star Wars : Episode VI – Return Of The Jedi
  –  ฉากลุคดวลดาบเลเซอร์กับดาร์ธ เวเดอร์ต่อหน้าจักรพรรดิพัลพาทีน
 
4 รูปต่อไปนี้ เป็นรูปถ่ายด้านข้างทั้ง 4 ด้าน โดยหมุนตัว Death Star จากหน้าไปซ้าย และ หน้าไปซ้าย จนครบทั้ง  4 ด้าน
 
 
 
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นบนของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้องย่อย ถ่ายหมุนเรียงตามลำดับจากหน้าไปซ้าย
IMG_3356a
ฉาก R2-D2 และ C-3PO หลบอยู่ในห้องควบคุมการจอดยาน
 
IMG_3330a
ฉากผู้ว่าการทาร์กิ้น วางแผนกับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อให้เจ้าหญิงเลอาบอกตำแหน่งฐานทัพของฝ่ายกบฏ
 
IMG_3334a
 
IMG_3396a
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นกลางของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้องย่อย
IMG_3225a
ฉาก Death Star Trooper ในห้องบังคับการ
 
IMG_3212a
ฉากฮัน โซโล ปลอมเป็น Stormtrooper บุกเข้าไปในที่คุมขังเจ้าหญิงเลอา
 
IMG_3221a
ฉากลุคดวลดาบเลเซอร์กับดาร์ธ เวเดอร์ต่อหน้าจักรพรรดิพัลพาทีน
 
IMG_3344a
ฉาก TIE Advanced X1 ในลานจอดยาน
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นล่างของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ห้องย่อย
IMG_3351a
 
IMG_3325a
ฉากลุค, เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า (Chewbacca) ติดอยู่ในห้องบีบอัดขยะ ซึ่งผนังทั้ง  2 ด้านกำลังบีบตัวเข้าหากันและมีตัวประหลาด Dianoga ในน้ำที่รอจัดการกับเหยื่อ (เจ้าหญิงเลอาในรูปนี้ ยืมมาจากชุดอื่นครับ)
 
IMG_3328a
ฉากโอบีวัน ลอบผ่าน Stormtrooper เข้าไปปิดเครื่องกำเนิดพลังงาน
 
IMG_3370a
ฉากลุคกับเจ้าหญิงเลอาโหนเชือกหนี Stormtrooper ไปอีกฝั่งของปล่องท่อระบายลมขนาดใหญ่ใน Death Star
 
Death Star ถือเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุดใน Star Wars สามารถยิงทำลายดาวทั้งดวงให้หายไปจากจักรวาลได้ภายในพริบตาโดยปืนรวมแสง Superlaser ในภาค A New Hope ซึ่งเราเห็น Death Star เป็นครั้งแรก ผู้ว่าการทาร์กิ้น (Grand Moff Tarkin หรือ Wilhuff Tarkin, Moff เป็นตำแหน่งผู้ปกครองเขต หรือ Sector ภายใต้  Galactic Empire) ได้ทดลองประสิทธิภาพของ Death Star ดวงแรกโดยยิงทำลายดาวอัลเดอราน (Alderaan) ของเจ้าหญิงเลอา (Leia) ทำให้ดาวทั้งดวงระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายไปทั่วอวกาศ
 
Death Star ดวงแรกถูกทำลายโดย Luke Skywalker ในสมรภูมิรบดาวยาวิน (Yavin) โดย Luke ขับ X-Wing บินเข้าไปยิงระเบิดโปรตอนลงไปในปล่องระบายความร้อนของเครื่องกำเนิดพลังงานของ Death Star ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ทำลาย Death Star จากภายใน ส่วน Death Star ดวงที่สองในภาค Return Of The Jedi ถูกทำลายโดย Wedge Antilles และ Lando Calrissian ในสมรภูมิรบดาวเอ็นดอร์ (Endor) โดยฝ่ายกบฏวางแผนให้ Han Solo นำหน่วยกล้าตายลงไปทำลายเครื่องสร้างเกราะพลังบนดวงจันทร์เอ็นดอร์ที่ป้องกัน Death Star ส่วน Wedge ขับ X-Wing และ Lando ขับ  Millennium Falcon บินเข้าไปตามท่อวกวนแคบๆ ที่เข้าสู่ใจกลางของ Death Star และยิงระเบิดโปรตอนเข้าสู่เครื่องกำเนิดพลังงานโดยตรง ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ทำลาย Death Star จากภายในเช่นกัน
 
Death Star กำเนิดจากความคิดของ Raith Sienar วิศวกรผู้ปราดเปรื่องของฝ่ายจักรวรรดิ (เขาเป็นคนสร้าง Scimitar และ TIE Fighter ด้วย) เขาได้เสนอความคิดของเขาต่อทาร์กิ้น ซึ่งทาร์กิ้นก็ได้นำไปเสนอต่อยังสมุหนายกพัลพาทีน (Supreme Chancellor Palpatine) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือดาร์ธซีเดียส (Darth Sidious) ซึ่งเป็นเจ้าแห่งซิธ (Sith Lord) ด้วยความที่ต้องการปกครองจักรวรรดิให้อยู่ภายใต้ความหวาดกลัวต่ออำนาจของเขา ดาร์ธซีเดียสได้มอบให้ศิษย์ของเขา เคาท์ดูกู (Count Dooku) นำต้นแบบของ Death Star สู่ดาวจีโอโนซิส (Geonosis) ซึ่งมีโรงงานการผลิตที่ก้าวหน้ามากมาย เพื่อทำแบบด้านวิศวกรรม และปรับปรุงด้านเทคนิคต่างๆ ก่อนการก่อสร้าง
 
ระหว่างการสู้รบในสมรภูมิรบดาวจีโอโนซิส เคาท์ดูกูได้หลบหนีออกจากดาวจีโอโนซิส โดยก่อนหลบหนี Poggle the Lesser ซึ่งเป็นผู้นำหรือ Archduke ของชาวจีโอโนเซี่ยน ได้มอบแบบแปลนที่สมบูรณ์ของ Death Star แก่เคาน์ดูกู (ฉากส่งมอบ Disc แบบแปลนนี้ จะมีให้เห็นในตอนท้ายของภาค Star Wars : Episode II – Attack Of The Clones) เมื่อเคาท์ดูกูหนีมาถึงดาวคอรัสซังต์ (Coruscant) ก็ได้ส่งแบบแปลนที่สมบูรณ์นี้คืนแก่ดาร์ธซีเดียส ในระหว่างสงครามโคลน กองร้อย 501(501st Legion) ถูกมอบหมายภารกิจให้ไปยังดาว Mygeetoo เพื่อรวบรวมแร่คริสตัลโบราณที่สามารถให้พลังงานอันมหาศาล เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานของ Death Star และหลังจากพัลพาทีนเปลี่ยนการระบบการปกครองใหม่ โดยล้มระบบสาธารณรัฐลง จัดตั้งเป็นจักรวรรดิแห่งกาแล็คซี่ (Galactic Empire) ขึ้น พร้อมกับตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิ เขาได้มอบให้ทาร์กินดำเนินการก่อสร้าง Death Star อย่างลับๆ ซึ่งหลังจากมันถูกสร้างเสร็จ Death Star ก็ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดของฝ่ายจักรวรรดิ
 


(ภาพจาก starwars.wikia.com)