Archive for the ‘Star Wars Episode IV’ Category

4501 – Mos Eisley Cantina   Leave a comment

 
Set No.: 4501
Set Name : Mos Eisley Cantina
Year : 2004
Pieces : 193
Figures : 6 – Luke Skywalker, Obi-Wan Kenobi, Han-Solo
                    Greedo, Sandtrooper, Dewback
List Price : $30, Thailand  ฿2,120
 
เมื่อวัน Meeting ของ T-LUG ครั้งที่ผ่านมา คุณธี’วัต คุณจอม และคุณนิก ได้พูดถึงการจำลองฉากบนดาวทาทูอีน ซึ่งเรื่องราวบนดาวทาทูอีนที่สำคัญจะมีอยู่ใน 2 ภาค คือฉากแข่ง Pod Racer ในภาค Star Wars : Episode I – The Phantom Menace  และฉากที่เมืองท่ามอสไอซลีย์ (Mos Eisley) ในภาค Star Wars : Episode IV – A New Hope ซึ่งลุคได้พบกับฮัน โชโลเป็นครั้งแรก ผมเลยนำชุดนี้มาให้ได้ชมกัน
 
 
 
 
 
 
ชุดนี้จะเป็นการจำลองฉากในเมืองท่ามอสไอซลีย์ ซึ่งเบน หรือโอบีวัน เคนโนบี พาลุคและหุ่นดรอยด์ นั่ง Landspeeder ผ่านด่านสกัดของ Sandtrooper เพื่อเข้าไปตามหานักบินในเมือง  ในขณะที่ฮันก็กำลังเจรจากับนักล่าค่าหัวชื่อ กรีโด้ (Greedo) ในร้านเหล้าของเมือง และเป็นที่มาของชื่อชุดชุดนี้
 
มอสไอซลีย์ เป็นเมืองท่าจอดยานอวกาศของดาวทาทูอีน เต็มไปด้วยพวกลักลอบขนของเถื่อน และพวกผิดกฎหมาย ตัวเมืองมีขนาดใหญ่กว่าที่เห็นมากนัก เพราะมีบางส่วนอยู่ใต้ดิน มีประชากรประมาณ 4 – 6 หมื่นคน
 
ความเป็นมาและรายละเอียดของ Landspeeder  สามารถดูได้ที่ชุด 7110 – Landspeeder
 
กรีโด้ เป็นชาว Rodian จากดาว Rodia มีลักษณะเป็นมนุษย์กึ่งสัตว์เลื้อยคลาน มีผิวหนังหยาบสีเขียว กลมกลืนไปกับสภาพป่าของดาว Rodia มีดวงตาที่ใหญ่ สามารถมองเห็นคลื่นรังสีอินพาเรด ทำให้สามารถหาเป้าในความมืดโดยมองจากคลื่นความร้อนได้ ชาว Rodian ได้ชี่อว่าเป็นพวกชอบความรุนแรง และชอบการต่อสู้ แต่สำหรับกรีโด้แล้ว ได้ชื่อว่าเป็นนักล่าค่าหัวที่ล้มเหลว ตรงข้ามกับพ่อของเขา Greedo the Elder ซึ่งเป็นนักล่าที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง
 
ดิวแบ็ก (Dewback) เป็นสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นขนาดใหญ่ มี 4 ขา กินไม่เลือก เป็นสัตว์พื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ในแถบทะเลทรายของดาวทาทูอีน มันจึงปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศแบบทะเลทรายอันรุนแรงได้ เมื่อโดเต็มที่จะมีความสูง 1.3 – 2.1 เมตร และยาว 2 – 3 เมตร มันเป็นสัตว์ที่เชื่องง่าย จึงถูกนำไปฝึกเพื่อใช้เป็นพาหนะสำหรับเดินทางบนดาวทาทูอีน
 
ใน Star Wars ที่ฉายครั้งแรกในปี 1977 นั้น เราจะเห็น Sandtrooper ขี่ตัวดิวแบ็กอยู่ไกลๆ ในฉากหลัง เหมือนไม่เคลื่อนไหว ทั้งนี้เพราะการถ่ายทำฉากทะเลทรายที่ประเทศตูนิเซีย ทำให้หุ่นของตัวดิวแบ็กที่เตรียมการให้เคลื่อนไหว (เหมือนหุ่นกระบอก) ไม่สามารถทำงานได้ ต่อมาในปี 1995 จอร์จ ลูคัสได้ถ่าย footage ฉากนี้ในทะเลทรายของอริโซน่าใหม่เพื่อให้ Star Wars : Episode IV – A New Hope ฉบับ Special Edition ที่จะออกฉายในปี 1997 สมบูรณ์ที่สุด รวมกับ Computer Graphic ที่ทันสมัยกว่าเดิมมาก ทำให้เราเห็นตัวดิวแบ็กเป็นเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน
 
ชุดนี้ถือเป็นชุดหนึ่งที่แฟน Star Wars ไม่ควรพลาด เพราะมี Minifig ที่ไม่มีในชุดอื่นเลยคือกรีโด้ และตัวดิวแบ็กซึ่งมีอยู่ภายในชุดนี้เท่านั้น ส่วนยาน Landspeeder มีสัดส่วนของยานดีขึ้นกว่า (ยาวกว่า) ลำเก่าในชุด 7110 – Landspeeder ที่ออกมาในปี 1999 แต่สีของยานอาจจะออกสีชมพูแดงไปหน่อย ส่วนตัวร้านเหล้าให้สีสันได้สดใส แต่ขนาดค่อนข้างเล็ก สรุปโดยรวม ถือได้ว่าเป็นชุดหนึ่งที่น่าเก็บทีเดียว
 
(ภาพจาก starwars.wikia.com)
 
โฆษณา

Posted 29 มิถุนายน 2010 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

Tagged with , , , , , ,

7106 – Droid Escape   Leave a comment

 
Set No.: 7106
Set Name : Droid Escape
Year : 2001
Pieces : 45
Figures : 2 – C-3PO (Pearl Light Gold), R2-D2
List Price : $6,  Thailand  ฿520
 
 
 
Escape Pod หรือยานชูชีพ เป็นยานขนาดเล็กสำหรับใช้ลิ้ภัยในกรณีฉุกเฉิน เป็นแบบมาตรฐานและจะมีติดตั้งอยู่ในยานอวกาศขนาดใหญ่ทุกลำ มันมีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ทุกชนิด ก็มีลักษณะเด่นร่วมกันอยู่หลายประการ เช่น ห้องยังชีพที่ไร้ซึ่งความสะดวกสบายและสวยงาม เพราะมันถูกดาดหวังว่าจะถูกใช้ในเวลาจำกัดเพียง 2-3 ชั่วโมง เท่านั้น (แม้จะมีน้ำและเสบียง สำหรับการอยู่รอดได้ถึง 2 อาทิตย์),  มีขนาดเล็กสำหรับบรรทุกได้ 2 คนหรือบางชนิดอาจบรรทุกได้มากกว่า จนถึง 12 คนก็ได้, มีเบาะหรือชุดสำหรับต้านทานแรง G
 
เมื่อยานชูชีพถูกปล่อยออกจากยานแม่ ระบบอัตโนมัติของยานจะค้นหาดวงดาวที่ใกล้ที่สุด โดยใช้เครื่องตรวจจับและวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (Sensor)  รวมถึงใช้เครื่องมือสื่อสารเสาะหาสัญญาณสื่อสารทุกชนิด ทำให้มันสามารถร่อนลงได้อย่างปลอดภัยบนพื้นดินของดาวที่กำหนด มียานชูชีพมากมายหลายชนิดที่ได้รับการติดตั้งระบบ Htperdrive ขนาดเล็ก สำหรับการมุ่งไปสู่ดวงดาวเป้าหมาย
 
ในฉากเปิดเรื่องของ Star Wars ที่ออกฉายครั้งแรกในปี 1977 หลังจากยานแทนทีฟ 4 (Tantive IV) ของเจ้าหญิงเลอา โดนยานพิฆาตดารา  (Star Destroyer) ของฝ่ายจักรวรรดิใช้สนามแม่เหล็กดูดเข้าไปใต้ยาน หุ่นดรอยด์ตัวเอกของเรื่องทั้งสองคือ C-3PO และ R2-D2 ได้ใช้ยานชูชีพ 1 ในจำนวน 8 ลำของแทนทีฟ 4 (รุ่น Class-6) หนีออกจากยานแม่  และไปร่อนลงบนดาวทาทูอีน (Tatooine) เพื่อตามหาโอบีวัน เคนโนบี
 
ถือได้ว่าเป็นชุดเล็กๆ ที่ classic ชุดหนึ่งครับ ที่สำคัญ ลวดลายที่สวยงามบนตัวยาน Escape Pod เป็นลาย screen บน brick ขนานแท้ ไม่ใช่ sticker ครับ
 
 
(ภาพจาก starwars.wikia.com)

 

Posted 30 พฤศจิกายน 2009 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

Tagged with , ,

7190 – Millennium Falcon   Leave a comment

 
Set No.: 7190
Set Name : Millennium Falcon
Year : 2000
Pieces : 659
Figures : 6 – Luke Skywalker (Tatooine), Princess Leia,
                     Han Solo (Falcon), Chewbacca, C-3PO,
                     R2-D2     
List Price : $100, Thailand  ฿6,995
 
 
 
 
ภายในตัวยาน กว้างพอบรรจุ Minifig ได้หมด
 
ห้องโดยสารตรงส่วนกลางของยาน
 
Han Solo ใน Cockpit ข้างลำตัวยาน
 
ยาน Speeder ลงมาจาก Ramp ด้านข้างของยาน
 
 
ถ้าพูดถึงยานที่มีบทบาทมากสุดในภาพยนต์ชุด Star Wars ผมว่า คงต้องมีหลายคนนึกถึงยานลำนี้แน่ มันปรากฏให้เห็นตั้งแต่ใน Star Wars ภาคแรกที่ออกฉายในปี 1977 และก็มีบทบาทอย่างมากใน The Empire Strikes Back ที่ออกฉายในปี 1980 ซึ่งเกือบหนึ่งในสามของภาคนี้มีการดำเนินเรื่องอยู่ในยานลำนี้ โดยเป็นฉากที่ฮัน โซโล (Han Solo) พาเจ้าหญิงเลอา (Princess Leia) หลบหนีออกจากดาวโฮธ (Hoth) แต่ Hyperdrive ของยานไม่ทำงาน ฮันจึงต้องงัดกลยุทธ์หลากหลายมาใช้เพื่อหนีจากการไล่ล่าของกองยานฝ่ายจักรวรรดิให้ได้ รวมถึงยังเป็นยานที่มีส่วนอย่างมากในการทำลาย Death Star ทั้ง 2 ดวง
 
Millennium Falcon เป็นยานที่ดัดแปลงมาจากยานขนส่งขนาดเบา YT-1300 ของบริษัท  Corellian Engineering Corporation (CEC) ผู้สร้างยานอวกาศที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้สร้างยานอวกาศอย่างมากมายหลากหลายรุ่น  ซึ่ง YT-1300 ก็เป็นหนึ่งในยานที่สร้างชื่อเสียงให้กับ CEC เป็นอย่างมาก  ยาน YT-1300 ลำนี้อยู่ในการครอบครองของเจ้าของหลายคน ซึ่งได้ดัดแปลงมันจนมีรูปร่างที่แตกต่างไปจากยาน YT-1300 มาตรฐานที่ออกจากโรงงานอย่างเห็นได้ชัดเจน  ก่อนที่มันจะตกมาอยู่ในมือของแลนโด คัลลิสเซี่ยน (Lando Calrissian) และตกเป็นของฮัน โซโลในท้ายที่สุด ซึ่งเขาและชิวแบคก้า (Chewbacca) ได้ดัดแปลงและยกเครื่องใหม่หมด ส่วนที่ดัดแปลง ก็เช่น เสริมเกราะของลำตัวยาน ระบบเล็งเป้าที่ใช้คอมพิวเตอร์เข้าช่วย ระบบสร้างเกราะสนามพลังเพื่อป้องกันการโจมตี ระบบ Hyperdrive ที่มีพลังมากขึ้น ปืนเลเซอร์ด้านบนและล่างของลำตัวยานด้านละ  4 กระบอก (AG-2G Quad Laser Canon)
 
Millennium Falcon มีความเร็ว 1,050 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่ามีความเร็วค่อนข้างมาก จนแลนโดถึงกับโอ่ว่ามันเป็นขยะบินได้ที่เร็วที่สุดในกาแล็คซี่ ความลับของความเร็วของ Millennium Falcon ก็คือ Hyperdrive ตัวใหญ่ซึ่งมีขนาดเป็น  2 เท่าของ Hyperdrive ปกติบนยาน YT-1300 มาตรฐาน และทำให้ระบบ Hyperdrive ของมันถูกจัดอยู่ใน class 0.5 หรือมีความเร็วเป็น 2 เท่าของยานรบฝ่ายจักรวรรดิ รวมถึงระบบคอมพิวเตอร์นำร่อง (Navicomputer) ของยานซึ่งคำนวณหาจุดหมายได้อย่างรวดเร็วแม้ยานจะอยู่ในระหว่างบินหลบหลีกหรือถูกขัดขวางเส้นทางบิน
 
Millennium Falcon ชุดนี้เป็น Millennium Falcon ลำแรกที่ Lego จำลองออกมา ก่อนที่ Lego จะทำตามออกมาอีกหลายชุด ที่ฮือฮามากที่สุดก็คงเป็นชุด 10179 Ultimate Collector’s Millennium Falcon ที่ออกมาในปี 2007 (ดู Review ได้ที่ Blog ของคุณนิกครับ) ซึ่งมีชิ้นส่วนมากถึง 5195 ชิ้น (มากสุดในขณะนั้น) และมีขนาดที่ใหญ่มาก คือยาวถึง 84 เซนติเมตร ซื่ง Lego ก็ได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับความใหญ่ของมันว่า มันเป็นขนาดที่ทำมาเพื่อให้เหมาะกับ scale ของ minifig ในขณะที่ชุดนี้ (7190) จะมีความยาวเพียง 38 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่ามันมีขนาดเล็กไปหน่อย แต่ก็ทำให้มันเข้าชุดกันได้ดีกับยานลำอื่นๆ ของ Star Wars ที่คุณมี (เพราะขนาดของยานลำอื่น ก็มี scale เล็กกว่าที่ควรจะเป็นตามหนังอยู่แล้ว) และถ้าเทียบกับชุด 4504 ที่ออกมาในปี 2004 ก็จะพบว่าทั้งคู่มีขนาดใกล้เคียงกัน หลายคนบอกว่า ชุด 4504 สวยกว่า มีความเหมือนมากกว่า แต่ก็ เปราะบาง หลุดง่าย ไม่แข็งแรงเท่าชุดนี้ (ผมไม่มีชุด 4504 เลยต้องยืมความเห็นคนอื่นมาอีกที) Millennium Falcon ในชุด 7190 นี้เป็นการจำลองมาจากฉากที่ Millennium Falcon บินหนีออกมาจาก Death Star ในภาค A New Hope ในขณะที่ชุด 4504 จะเป็นการจำลองมาจากฉากบนดาวโฮธ ในภาค The Empire Strikes Back ข้อดีของชุด 7190 นี้ ก็คือ ไม่มี sticker (ลวดลายที่เห็นทั้งหมดเป็นการ screen ลงบนชิ้นส่วนโดยตรง) มี minifig ให้มาถึง 6 ตัว สีสันโดยรวมของยานดูดี สวยงามครับ ผมว่าเป็นชุดที่คุ้มค่ามากชุดหนึ่งเลยครับ
 
(ภาพจาก starwars.wikia.com)
 

Posted 11 มีนาคม 2009 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

8017 – Darth Vader’s TIE Fighter   Leave a comment


Set No.: 8017
Set Name : Darth Vader’s TIE Fighter
Year : 2009
Pieces : 251
Figures : 1 – Darth Vader
List Price : $30, Thailand  ฿2,950

 
 
 
ความเป็นมาและรายละเอียดของ TIE Advanced X1 สามารถดูได้ที่ชุด 7150 – TIE Fighter & Y-Wing
 

Lego ทำ TIE Advanced X1 ลำนี้ออกมาเป็นครั้งที่ 3 (ไม่นับรวมชุด Ultimate Collector หรือชุด Mini Set) รูปร่าง และสีสันโดยรวม ถือว่ามีความเหมือนกับ TIE Advanced X1 ในภาค A New Hope มากกว่าชุด 7150 TIE Fighter & Y-Wing ซึ่งเป็นลำแรกที่ Lego ทำออกมาตั้งแต่ปี 1999 และมากกว่าชุด 10131 TIE Collection ที่ออกมาในปี 2004 โดยเฉพาะสีในโทนเทาและดำ ดูเคร่งขรึมสมเป็นยานของกองทัพจักรวรรดิโดยแท้ (แต่ผมก็ชอบสีน้ำเงินตัดดำแบบเดิมมากกว่า) และมีลูกเล่นตรงที่มีจรวดยิงได้ 2 ข้าง (Flick-firing Missile) TIE Advanced X1 ลำนี้มีขนาดกว้าง 17 เซนติเมตร และยาว 15 เซนติเมตร ซึ่งใกล้เคียงกับ 2 ลำแรก

โดยรวม ผมว่าชุดนี้แม้จะดูแพงไปหน่อย แต่ก็มีความสวยงามดี คนที่พลาด TIE Advanced ลำเดิมไปและต้องการเป็นเจ้าของกองยานฝ่ายจักรวรรดิ คุณต้องไม่พลาดพาหนะของ Darth Vader ลำนี้ และถึงแม้คุณจะไม่สนใจกองยานจักรวรรดิ ตัว Darth Vader แบบใหม่ตัวนี้ ก็คงทำให้คุณสนใจชุดนี้ได้บ้าง

เปรียบเทียบ TIE Advanced X1 ของชุดนี้ (ซ้าย) กับ TIE Advanced X1 ของชุด 10131 (ขวา)
เปรียบเทียบจากทางด้านบน
 
เปรียบเทียบจากทางด้านทแยง

Posted 27 มกราคม 2009 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

10188 – Death Star (Completed Review)   Leave a comment

 
หลังจากติดค้างคุณหมอปูมานานเกี่ยวกับ Review โดยละเอียดของ Death Star เนื่องจากมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย และต้องแวะไปหาคุณหมอปูเพื่อขอถ่ายรูปเพิ่ม ตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ แต่ผมไม่ได้แยกเขียนออกมาเป็น Blog ใหม่ แต่เอาไปแทรกรวมกับ Blog เดิม ทั้งนี้ เพื่อความต่อเนื่องของเนื้อหาครับ
 

Posted 23 พฤศจิกายน 2008 by goongtomyum in Star Wars Episode IV

10188 – Death Star   Leave a comment

 
Set No.: 10188
Set Name : Death Star
Year : 2008
Pieces : 3803
Figures : 24
List Price : $400, Thailand  ฿40,000
  
ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณคุณหมอปู เจ้าของสถานที่และเจ้าของ Death Star ชุดนี้ คุณหมอปูฝากบอกทุกคนด้วยว่า คนที่อยากเป็นเจ้าของ Death Star ดวงนี้ เมื่อได้ชุดนี้มา ควรต้องลาหยุดงานอย่างน้อย 1 วัน ไม่งั้นไม่มีทางต่อเสร็จ เพราะชิ้นส่วนมันเยอะมากมาก
 
ต้องบอกว่าเมื่อได้เห็นทีแรก ตะลึงกับความใหญ่อลังการเลยครับ รูปที่ถ่ายมาไม่ค่อยดีนัก เพราะความใหญ่ ทำให้หามุมถ่ายได้ลำบาก และเนื่องจากมี Minifig จำนวนมากถึง 24 ตัว ผมขอแจกแจงก่อนเลยนะครับ
 
IMG_3155a
Luke Skywalker (Stormtrooper outfit), Han Solo (Stormtrooper outfit), Han Solo (Black Vest), Princess Leia (White Dress), Luke Skywalker (Tatooine)
 
IMG_3197a 
2 Stormtrooper, 2 Death Star Trooper, Darth Vader (Death Star)
 
IMG_3159a
R2-Q5, 2 Royal Guard with Black Hands, Emperor Palpatine (Death Star), Protocol Droid
 
IMG_3204a
R2-D2, C-3PO (Pearl Gold), Grand Moff Tarkin, Assassin Droid (White)
 
IMG_3200a
Luke Skywalker (Jedi Knight), Obi-Wan Kenobi (Old, with Hood and Cape), Chewbacca
 
IMG_3379a 
Dianoga, Interrogation Droid, Mouse Droid
 
IMG_3382a
TIE Advanced X1
 
Lego ทำ Death Star ออกมาแล้ว 2 ชุดแล้ว คือชุด 10143 Death Star II ออกในปี 2005 มีความสูง 65 เซนติเมตร (รวมส่วนฐาน) และกว้าง 50 เซนติเมตร มีชิ้นส่วนรวม 3,441 ชิ้น และชุดนี้ (10188) ซึ่งสูง 41 เซนติเมตร และกว้าง 42 เซนติเมตร มีชิ้นส่วนรวม 3,803 ชิ้น เมื่อเปรียบเทียบกัน ชุดนี้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่จะน่าสนใจกว่าสำหรับใครหลายคนตรงที่มี Minifig ให้มาอย่างล้นหลามถึง 24 ตัวและบางตัวก็ไม่เคยมีในชุดใดใดมาก่อนเลย ทำให้ชุดนี้เป็นที่ต้องการมากของใครหลายๆ คนที่ชอบ Minifig แม้ว่าถ้าเทียบ Scale ตามท้องเรื่องแล้ว ขนาดของ Death Star จะต้องใหญ่มโหฬารกว่านี้มากมาก ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ในทางการค้า แต่อย่างไรก็ตาม การทำ Death Star ออกมาในรูปลักษณะแบบนี้ ก็ถือเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว
 
ในตัว Death Star ของชุดนี้จะแบ่งส่วนเป็น 3 ชั้น แต่ละชั้นก็จะแบ่งเป็นห้องย่อยต่างๆ ซึ่งจำลองฉากบางฉากที่เกิดบน Death Star และ  Death Star II เอาไว้ เรียงลำดับการเกิดก่อนหลังของฉากต่างๆ ได้ดังนี้
 
เหตุการณ์บน Death Star ในภาค Star Wars : Episode IV – A New Hope
  –  ฉากผู้ว่าการทาร์กิ้น วางแผนกับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อบีบบังคับให้เจ้าหญิงเลอาบอกตำแหน่งฐานทัพของฝ่ายกบฏ โดยให้ Death Star ยิงทำลายดาวอัลเดอรานทั้งดวง
  –  ฉากลุค กับฮัน โซโล ปลอมเป็น Stormtrooper บุกเข้าไปในที่คุมขังเจ้าหญิงเลอา
  –  ฉากลุค, ฮัน โซโล เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า (Chewbacca) ติดอยู่ในห้องบีบอัดขยะ ซึ่งผนังทั้ง  2 ด้านกำลังบีบตัวเข้าหากันและมีตัวประหลาด Dianoga ในน้ำที่รอจัดการกับเหยื่อ
  –  ฉาก R2-D2 และ C-3PO หลบอยู่ในห้องควบคุมการจอดยาน
  –  ฉากโอบีวัน ลอบผ่าน Stormtrooper เข้าไปปิดเครื่องกำเนิดพลังงานทำให้สนามแม่เหล็กทำงานไม่ได้ เพื่อให้ Millennium Falcon บินออกจาก Death Star ได้
  –  ฉากลุคกับเจ้าหญิงเลอาโหนเชือกหนี Stormtrooper ไปอีกฝั่งของปล่องท่อระบายลมขนาดใหญ่ใน Death Star
 
เหตุการณ์บน Death Star II ในภาค Star Wars : Episode VI – Return Of The Jedi
  –  ฉากลุคดวลดาบเลเซอร์กับดาร์ธ เวเดอร์ต่อหน้าจักรพรรดิพัลพาทีน
 
4 รูปต่อไปนี้ เป็นรูปถ่ายด้านข้างทั้ง 4 ด้าน โดยหมุนตัว Death Star จากหน้าไปซ้าย และ หน้าไปซ้าย จนครบทั้ง  4 ด้าน
 
 
 
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นบนของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้องย่อย ถ่ายหมุนเรียงตามลำดับจากหน้าไปซ้าย
IMG_3356a
ฉาก R2-D2 และ C-3PO หลบอยู่ในห้องควบคุมการจอดยาน
 
IMG_3330a
ฉากผู้ว่าการทาร์กิ้น วางแผนกับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อให้เจ้าหญิงเลอาบอกตำแหน่งฐานทัพของฝ่ายกบฏ
 
IMG_3334a
 
IMG_3396a
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นกลางของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้องย่อย
IMG_3225a
ฉาก Death Star Trooper ในห้องบังคับการ
 
IMG_3212a
ฉากฮัน โซโล ปลอมเป็น Stormtrooper บุกเข้าไปในที่คุมขังเจ้าหญิงเลอา
 
IMG_3221a
ฉากลุคดวลดาบเลเซอร์กับดาร์ธ เวเดอร์ต่อหน้าจักรพรรดิพัลพาทีน
 
IMG_3344a
ฉาก TIE Advanced X1 ในลานจอดยาน
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นล่างของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ห้องย่อย
IMG_3351a
 
IMG_3325a
ฉากลุค, เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า (Chewbacca) ติดอยู่ในห้องบีบอัดขยะ ซึ่งผนังทั้ง  2 ด้านกำลังบีบตัวเข้าหากันและมีตัวประหลาด Dianoga ในน้ำที่รอจัดการกับเหยื่อ (เจ้าหญิงเลอาในรูปนี้ ยืมมาจากชุดอื่นครับ)
 
IMG_3328a
ฉากโอบีวัน ลอบผ่าน Stormtrooper เข้าไปปิดเครื่องกำเนิดพลังงาน
 
IMG_3370a
ฉากลุคกับเจ้าหญิงเลอาโหนเชือกหนี Stormtrooper ไปอีกฝั่งของปล่องท่อระบายลมขนาดใหญ่ใน Death Star
 
Death Star ถือเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุดใน Star Wars สามารถยิงทำลายดาวทั้งดวงให้หายไปจากจักรวาลได้ภายในพริบตาโดยปืนรวมแสง Superlaser ในภาค A New Hope ซึ่งเราเห็น Death Star เป็นครั้งแรก ผู้ว่าการทาร์กิ้น (Grand Moff Tarkin หรือ Wilhuff Tarkin, Moff เป็นตำแหน่งผู้ปกครองเขต หรือ Sector ภายใต้  Galactic Empire) ได้ทดลองประสิทธิภาพของ Death Star ดวงแรกโดยยิงทำลายดาวอัลเดอราน (Alderaan) ของเจ้าหญิงเลอา (Leia) ทำให้ดาวทั้งดวงระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายไปทั่วอวกาศ
 
Death Star ดวงแรกถูกทำลายโดย Luke Skywalker ในสมรภูมิรบดาวยาวิน (Yavin) โดย Luke ขับ X-Wing บินเข้าไปยิงระเบิดโปรตอนลงไปในปล่องระบายความร้อนของเครื่องกำเนิดพลังงานของ Death Star ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ทำลาย Death Star จากภายใน ส่วน Death Star ดวงที่สองในภาค Return Of The Jedi ถูกทำลายโดย Wedge Antilles และ Lando Calrissian ในสมรภูมิรบดาวเอ็นดอร์ (Endor) โดยฝ่ายกบฏวางแผนให้ Han Solo นำหน่วยกล้าตายลงไปทำลายเครื่องสร้างเกราะพลังบนดวงจันทร์เอ็นดอร์ที่ป้องกัน Death Star ส่วน Wedge ขับ X-Wing และ Lando ขับ  Millennium Falcon บินเข้าไปตามท่อวกวนแคบๆ ที่เข้าสู่ใจกลางของ Death Star และยิงระเบิดโปรตอนเข้าสู่เครื่องกำเนิดพลังงานโดยตรง ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ทำลาย Death Star จากภายในเช่นกัน
 
Death Star กำเนิดจากความคิดของ Raith Sienar วิศวกรผู้ปราดเปรื่องของฝ่ายจักรวรรดิ (เขาเป็นคนสร้าง Scimitar และ TIE Fighter ด้วย) เขาได้เสนอความคิดของเขาต่อทาร์กิ้น ซึ่งทาร์กิ้นก็ได้นำไปเสนอต่อยังสมุหนายกพัลพาทีน (Supreme Chancellor Palpatine) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือดาร์ธซีเดียส (Darth Sidious) ซึ่งเป็นเจ้าแห่งซิธ (Sith Lord) ด้วยความที่ต้องการปกครองจักรวรรดิให้อยู่ภายใต้ความหวาดกลัวต่ออำนาจของเขา ดาร์ธซีเดียสได้มอบให้ศิษย์ของเขา เคาท์ดูกู (Count Dooku) นำต้นแบบของ Death Star สู่ดาวจีโอโนซิส (Geonosis) ซึ่งมีโรงงานการผลิตที่ก้าวหน้ามากมาย เพื่อทำแบบด้านวิศวกรรม และปรับปรุงด้านเทคนิคต่างๆ ก่อนการก่อสร้าง
 
ระหว่างการสู้รบในสมรภูมิรบดาวจีโอโนซิส เคาท์ดูกูได้หลบหนีออกจากดาวจีโอโนซิส โดยก่อนหลบหนี Poggle the Lesser ซึ่งเป็นผู้นำหรือ Archduke ของชาวจีโอโนเซี่ยน ได้มอบแบบแปลนที่สมบูรณ์ของ Death Star แก่เคาน์ดูกู (ฉากส่งมอบ Disc แบบแปลนนี้ จะมีให้เห็นในตอนท้ายของภาค Star Wars : Episode II – Attack Of The Clones) เมื่อเคาท์ดูกูหนีมาถึงดาวคอรัสซังต์ (Coruscant) ก็ได้ส่งแบบแปลนที่สมบูรณ์นี้คืนแก่ดาร์ธซีเดียส ในระหว่างสงครามโคลน กองร้อย 501(501st Legion) ถูกมอบหมายภารกิจให้ไปยังดาว Mygeetoo เพื่อรวบรวมแร่คริสตัลโบราณที่สามารถให้พลังงานอันมหาศาล เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานของ Death Star และหลังจากพัลพาทีนเปลี่ยนการระบบการปกครองใหม่ โดยล้มระบบสาธารณรัฐลง จัดตั้งเป็นจักรวรรดิแห่งกาแล็คซี่ (Galactic Empire) ขึ้น พร้อมกับตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิ เขาได้มอบให้ทาร์กินดำเนินการก่อสร้าง Death Star อย่างลับๆ ซึ่งหลังจากมันถูกสร้างเสร็จ Death Star ก็ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดของฝ่ายจักรวรรดิ
 


(ภาพจาก starwars.wikia.com)

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

7659 – Imperial Landing Craft   Leave a comment

 
Set No.: 7659
Set Name: Imperial Landing Craft
Year: 2007
Pieces : 473
Figures : 5 – TIE Pilot, 2 Sandtrooper, 2 Stromtrooper
List Price : $50, Thailand  ฿4,450
 
IMG_2252a
        
IMG_2294a
 
IMG_2277a
 
IMG_2267a
 
IMG_2264a
 
IMG_2250a
 
ยาน Imperial Landing Craft หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Sentinel-class Landing Craft หรือ Sentinel-class Shuttle ลำนี้ปรากฏให้เห็นไม่เกิน 2 วินาทีในภาค A New Hope โดยเป็นฉากที่กองทัพจักรวรรดิส่งกองทหาร Sandtrooper และ Stromtrooper ลงไปบนดาวทาทูอีน เพื่อตามล่าหุ่นดรอยด์ทั้ง 2 ตัวที่หนีมาจากยานแทนทีฟ 4 (Tantive IV) ของเจ้าหญิงเลอา กองทหาร Sandtrooper และ Stromtooper ได้เข้าตรวจค้นและตั้งด่านสกัดที่เมืองท่ามอส ไอสลีย์ (Mos Eisley) ก่อนที่ Luke, Ben และ R2-D2, C-3PO จะนั่ง Landspeeder เข้าเมือง
 
ใน Star Wars ฉบับดั้งเดิมที่ออกฉายในปี 1977 ฉาก 2 วินาทีนี้จะไม่มียาน Sentinel ลำนี้ปรากฏให้เห็น มีเพียง Stromtrooper จำนวน 3 คนส่องกล้อง เดินไปมา, ตัวดิวแบ็กส์ (Dewback) เห็นอยู่ไกลๆ และไม่เคลื่อนไหว 1 ตัว แต่ในฉบับแก้ไขใหม่ (A New Hope : Special Edition) ที่ออกฉายในปี 1997 ฉากนี้จะได้รับแก้ไขใหม่ให้เห็น Stromtrooper ขี่ตัวดิวแบ็กส์เคลื่อนไหวไปมาเห็นกันจะจะ ไม่อยู่เฉยๆ แบบเดิม และเห็นยาน Sentinel ลำนี้บินอยู่เหนือขึ้นไป
 
Sentinel มีหน้าที่หลักคือลำเลียงกำลังทหารตลอดจนยานพาหนะขนาดเบาหรือยุทโธปกรณ์ต่างๆไปยังแนวหน้า ลักษณะภายนอกที่เด่นชัดคือ ปีกที่สามารถพับได้ และห้องนักบินที่ปรับขึ้นลงได้ จึงทำให้มันดูเหมือนกับยานในชั้น Lamda (Lamda-class Shuttle) แต่ยานในชั้น Sentinel จะมีเกราะหนากว่ายานในชั้น Lamda ถึง 25%  Senitnel สามารถบรรทุกทหารได้ถึง 6 หมู่ หรือ 54 นาย ติดตั้งปืนใหญ่เลเซอร์ 8 กระบอก, เครื่องยิงมิสไซล์ (Concussion Missile Launcher) 2 เครื่อง, ปืนใหญ่อิออน และปืนบลาสเตอร์ สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 180 เมตริกซ์ตัน
 
Lego จำลองยาน Sentinel ลำนี้ออกมาได้สวยทีเดียวแม้จะมีสเกลเล็กไปหน่อย แต่รูปร่างสัดส่วนโดยรวมดูดี ปีกสามารถหุบและกางได้ มีการติดตั้งกลไกการยิงจรวด (Missile Launcher) มาให้ทั้ง 2 ข้างข้างละลูก ส่วนของห้องโดยสารสามารถถอดออกจากลำตัวยานได้ แต่ส่วนหัวของยานหลุดออกง่ายไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นข้อเสียที่มากมายนัก ข้อเสียมากมากของยานลำนี้ก็คือ ราคาตั้งขายในเมืองไทยแพงมากกกก (เทียบกับ 7658 และ 7660 ที่ออกมาพร้อมกัน และยิ่งแพงมากขึ้นไปอีกถ้าเทียบกับ 6212 ที่มีราคาตั้งขายที่เมืองนอก $50 เท่ากัน)
 
(ภาพจาก starwars.wikia.com)

 

Posted 20 สิงหาคม 2008 by goongtomyum in Star Wars Episode IV