Archive for ตุลาคม 2008

7661 – Jedi Starfighter with Hyperdrive Booster Ring   Leave a comment


Set No.: 7661
Set Name : Jedi Starfighter with Hyperdrive Booster Ring
Year : 2007
Pieces : 575
Figures : 2 – Obi-Wan Kenobi,  Kit Fisto
List Price : $50, Thailand  ฿4,580

IMG_3135b

IMG_3137b

IMG_1255b

IMG_3283b

IMG_1245b

IMG_3120b

Jedi Starfighter เป็นคำที่ใช้เรียกยานบินที่เจไดนิยมใช้ รวมถึงยานบินที่ออกแบบมาเพื่อเจไดโดยเฉพาะ ที่ปรากฎให้เห็นในหนังจะมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบที่ปรากฏให้เห็นใน Star Wars : Episode II – Attack Of The Clones จะเป็นยาน Delta-7 Aethersprite ซึ่งจะมีลักษณะเป็นรูปทรงคล้ายสามเหลี่ยมยาวๆ และ แบบที่ปรากฎให้เห็นใน Star Wars : Episode III – Revenge Of The Sith ซึ่งจะเป็นยาน Eta-2 Actis ที่มีลักษณะยานกระทัดรัดกว่า และที่ถูกต้องควรเรียกว่าเป็น Jedi Interceptor มากกว่า ซึ่งเป็นลำที่ผมจะพูดถึงในครั้งนี้

Jedi Interceptor ลำนี้ มีชื่อเต็มคือ Eta-2 Actis-class Light  Interceptor มีใช้มากในช่วงหลังของสงครามโคลน โดยพัฒนามาจาก Delta-7  Aethersprite เป็นยานที่มีรูปร่างกระทัดรัด ยาวเพียง 5.47 เมตร จึงไม่สามารถติดตั้งเครี่องยนต์ที่ใช้ในการวาร์ป (Hyperdrive) ได้ มันจึงต้องมีอุปกรณ์ช่วยในการวาร์ปซึ่งมีลักษณะคล้ายวงแหวนติดตั้งเครี่อง Hyperdrive สำหรับการเดินทางในระยะไกล แต่แม้ Eta-2 จะลำเล็ก มันก็มีที่ว่างพอสำหรับใส่หุ่นช่างและช่วยบิน (Astromech Droid) หรือหุ่นตระกูล R ลงไปได้ทั้งตัว ไม่เหมือน Delta-7 ที่ติดตั้งได้เพียงบางส่วน (ส่วนหัว) ของหุ่นเท่านั้น Eta-2 ติดตั้งปืนใหญ่อิออน 2 กระบอก ปืนใหญ่เลเซอร์ 2 กระบอก ขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์อิออนคู่ แต่ไม่มีเกราะสนามพลัง ในสถานะพร้อมรบปีกสองข้างพับขึ้นเพื่อช่วยในการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ทั้งยังช่วยป้องกันอันตรายให้กับนักบินอีกด้วย และบ่อยครั้งที่แม้จะอยู่ในสถานะการบินปกติ ปีกทั้งสองข้างก็อาจถูกพับขึ้นเพื่อช่วยลดแรงเครียดของเครื่องยนต์

IMG_3293c
(เปรียบเทียบกับชุด 7283 จากทางด้านบน)

IMG_3295b
(เปรียบเทียบกับชุด 7283 จากทางด้านทแยง)

ในภาค Star Wars : Episode III – Revenge Of The Sith ช่วงกลางเรื่อง Obi-Wan ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปยังดาวอูทาเพา (Utapau) เพื่อตามล่านายพลกรีวัส (General Grievous) และกำลังฝ่ายแบ่งแยกของเขา Obi-Wan เดินทางไปกับยาน Star Destroyer-Venator class พร้อมกับผู้บัญชาการโคดี้ (Clone Commander Cody) และร่วมกันวางแผนว่า Obi-Wan จะลอบเข้าไปก่อน และให้ผบ.โคดี้พร้อมเหล่าทหารโคลนตามเข้าไปภายหลัง และ Obi-Wan ได้ขับ Eta-2 สีน้ำเงินลำนี้ออกจาก Star Destroyer-Venator class เข้าสวม Hyperdrive Booster Ring และบินไปยังดาวอูทาเพา

Lego จำลอง Eta-2 ลำนี้ออกมาได้ดี รูปร่างและขนาดเหมือนกับลำที่เคยทำออกมาก่อนหน้าคือชุด 7256 และชุด 7283 ซึ่งออกมาในปี 2005 แต่แตกต่างกันที่สี โดย Eta-2 ลำนี้จะมีสีน้ำเงิน (เป็นสีน้ำเงินเข้มที่แปลกตา) และมี Hyperdrive Booster Ring เหมือนกับในหนัง และ Lego ก็จำลอง Ring นี้ออกมาได้งดงามทั้งรูปทรงและสีสัน ขาตั้งยานพับเก็บได้ ปลายปีกพับได้ แต่ส่วนที่พับได้ดูจะใหญ่ไปหน่อยเมื่อเทียบกับปีกทั้งปีก โดยรวมทั้งหมดแล้ว ถือว่าดี แต่เสียตรงที่มีราคาค่อนข้างแพง และให้ดาบ Lightsaber มาอันเดียวแทนที่จะเป็นสอง


(ภาพจาก starwars.wikia.com)

Advertisements

Posted 31 ตุลาคม 2008 by goongtomyum in Star Wars Episode III

Tagged with , , ,

10188 – Death Star   Leave a comment

 
Set No.: 10188
Set Name : Death Star
Year : 2008
Pieces : 3803
Figures : 24
List Price : $400, Thailand  ฿40,000
  
ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณคุณหมอปู เจ้าของสถานที่และเจ้าของ Death Star ชุดนี้ คุณหมอปูฝากบอกทุกคนด้วยว่า คนที่อยากเป็นเจ้าของ Death Star ดวงนี้ เมื่อได้ชุดนี้มา ควรต้องลาหยุดงานอย่างน้อย 1 วัน ไม่งั้นไม่มีทางต่อเสร็จ เพราะชิ้นส่วนมันเยอะมากมาก
 
ต้องบอกว่าเมื่อได้เห็นทีแรก ตะลึงกับความใหญ่อลังการเลยครับ รูปที่ถ่ายมาไม่ค่อยดีนัก เพราะความใหญ่ ทำให้หามุมถ่ายได้ลำบาก และเนื่องจากมี Minifig จำนวนมากถึง 24 ตัว ผมขอแจกแจงก่อนเลยนะครับ
 
IMG_3155a
Luke Skywalker (Stormtrooper outfit), Han Solo (Stormtrooper outfit), Han Solo (Black Vest), Princess Leia (White Dress), Luke Skywalker (Tatooine)
 
IMG_3197a 
2 Stormtrooper, 2 Death Star Trooper, Darth Vader (Death Star)
 
IMG_3159a
R2-Q5, 2 Royal Guard with Black Hands, Emperor Palpatine (Death Star), Protocol Droid
 
IMG_3204a
R2-D2, C-3PO (Pearl Gold), Grand Moff Tarkin, Assassin Droid (White)
 
IMG_3200a
Luke Skywalker (Jedi Knight), Obi-Wan Kenobi (Old, with Hood and Cape), Chewbacca
 
IMG_3379a 
Dianoga, Interrogation Droid, Mouse Droid
 
IMG_3382a
TIE Advanced X1
 
Lego ทำ Death Star ออกมาแล้ว 2 ชุดแล้ว คือชุด 10143 Death Star II ออกในปี 2005 มีความสูง 65 เซนติเมตร (รวมส่วนฐาน) และกว้าง 50 เซนติเมตร มีชิ้นส่วนรวม 3,441 ชิ้น และชุดนี้ (10188) ซึ่งสูง 41 เซนติเมตร และกว้าง 42 เซนติเมตร มีชิ้นส่วนรวม 3,803 ชิ้น เมื่อเปรียบเทียบกัน ชุดนี้จะมีขนาดเล็กกว่า แต่จะน่าสนใจกว่าสำหรับใครหลายคนตรงที่มี Minifig ให้มาอย่างล้นหลามถึง 24 ตัวและบางตัวก็ไม่เคยมีในชุดใดใดมาก่อนเลย ทำให้ชุดนี้เป็นที่ต้องการมากของใครหลายๆ คนที่ชอบ Minifig แม้ว่าถ้าเทียบ Scale ตามท้องเรื่องแล้ว ขนาดของ Death Star จะต้องใหญ่มโหฬารกว่านี้มากมาก ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ในทางการค้า แต่อย่างไรก็ตาม การทำ Death Star ออกมาในรูปลักษณะแบบนี้ ก็ถือเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียว
 
ในตัว Death Star ของชุดนี้จะแบ่งส่วนเป็น 3 ชั้น แต่ละชั้นก็จะแบ่งเป็นห้องย่อยต่างๆ ซึ่งจำลองฉากบางฉากที่เกิดบน Death Star และ  Death Star II เอาไว้ เรียงลำดับการเกิดก่อนหลังของฉากต่างๆ ได้ดังนี้
 
เหตุการณ์บน Death Star ในภาค Star Wars : Episode IV – A New Hope
  –  ฉากผู้ว่าการทาร์กิ้น วางแผนกับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อบีบบังคับให้เจ้าหญิงเลอาบอกตำแหน่งฐานทัพของฝ่ายกบฏ โดยให้ Death Star ยิงทำลายดาวอัลเดอรานทั้งดวง
  –  ฉากลุค กับฮัน โซโล ปลอมเป็น Stormtrooper บุกเข้าไปในที่คุมขังเจ้าหญิงเลอา
  –  ฉากลุค, ฮัน โซโล เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า (Chewbacca) ติดอยู่ในห้องบีบอัดขยะ ซึ่งผนังทั้ง  2 ด้านกำลังบีบตัวเข้าหากันและมีตัวประหลาด Dianoga ในน้ำที่รอจัดการกับเหยื่อ
  –  ฉาก R2-D2 และ C-3PO หลบอยู่ในห้องควบคุมการจอดยาน
  –  ฉากโอบีวัน ลอบผ่าน Stormtrooper เข้าไปปิดเครื่องกำเนิดพลังงานทำให้สนามแม่เหล็กทำงานไม่ได้ เพื่อให้ Millennium Falcon บินออกจาก Death Star ได้
  –  ฉากลุคกับเจ้าหญิงเลอาโหนเชือกหนี Stormtrooper ไปอีกฝั่งของปล่องท่อระบายลมขนาดใหญ่ใน Death Star
 
เหตุการณ์บน Death Star II ในภาค Star Wars : Episode VI – Return Of The Jedi
  –  ฉากลุคดวลดาบเลเซอร์กับดาร์ธ เวเดอร์ต่อหน้าจักรพรรดิพัลพาทีน
 
4 รูปต่อไปนี้ เป็นรูปถ่ายด้านข้างทั้ง 4 ด้าน โดยหมุนตัว Death Star จากหน้าไปซ้าย และ หน้าไปซ้าย จนครบทั้ง  4 ด้าน
 
 
 
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นบนของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้องย่อย ถ่ายหมุนเรียงตามลำดับจากหน้าไปซ้าย
IMG_3356a
ฉาก R2-D2 และ C-3PO หลบอยู่ในห้องควบคุมการจอดยาน
 
IMG_3330a
ฉากผู้ว่าการทาร์กิ้น วางแผนกับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อให้เจ้าหญิงเลอาบอกตำแหน่งฐานทัพของฝ่ายกบฏ
 
IMG_3334a
 
IMG_3396a
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นกลางของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ห้องย่อย
IMG_3225a
ฉาก Death Star Trooper ในห้องบังคับการ
 
IMG_3212a
ฉากฮัน โซโล ปลอมเป็น Stormtrooper บุกเข้าไปในที่คุมขังเจ้าหญิงเลอา
 
IMG_3221a
ฉากลุคดวลดาบเลเซอร์กับดาร์ธ เวเดอร์ต่อหน้าจักรพรรดิพัลพาทีน
 
IMG_3344a
ฉาก TIE Advanced X1 ในลานจอดยาน
 
4 รูปต่อไป เป็นรูปถ่ายเฉพาะชั้นล่างของ Death Star ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ห้องย่อย
IMG_3351a
 
IMG_3325a
ฉากลุค, เจ้าหญิงเลอา ชิวแบคก้า (Chewbacca) ติดอยู่ในห้องบีบอัดขยะ ซึ่งผนังทั้ง  2 ด้านกำลังบีบตัวเข้าหากันและมีตัวประหลาด Dianoga ในน้ำที่รอจัดการกับเหยื่อ (เจ้าหญิงเลอาในรูปนี้ ยืมมาจากชุดอื่นครับ)
 
IMG_3328a
ฉากโอบีวัน ลอบผ่าน Stormtrooper เข้าไปปิดเครื่องกำเนิดพลังงาน
 
IMG_3370a
ฉากลุคกับเจ้าหญิงเลอาโหนเชือกหนี Stormtrooper ไปอีกฝั่งของปล่องท่อระบายลมขนาดใหญ่ใน Death Star
 
Death Star ถือเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงสุดใน Star Wars สามารถยิงทำลายดาวทั้งดวงให้หายไปจากจักรวาลได้ภายในพริบตาโดยปืนรวมแสง Superlaser ในภาค A New Hope ซึ่งเราเห็น Death Star เป็นครั้งแรก ผู้ว่าการทาร์กิ้น (Grand Moff Tarkin หรือ Wilhuff Tarkin, Moff เป็นตำแหน่งผู้ปกครองเขต หรือ Sector ภายใต้  Galactic Empire) ได้ทดลองประสิทธิภาพของ Death Star ดวงแรกโดยยิงทำลายดาวอัลเดอราน (Alderaan) ของเจ้าหญิงเลอา (Leia) ทำให้ดาวทั้งดวงระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายไปทั่วอวกาศ
 
Death Star ดวงแรกถูกทำลายโดย Luke Skywalker ในสมรภูมิรบดาวยาวิน (Yavin) โดย Luke ขับ X-Wing บินเข้าไปยิงระเบิดโปรตอนลงไปในปล่องระบายความร้อนของเครื่องกำเนิดพลังงานของ Death Star ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ทำลาย Death Star จากภายใน ส่วน Death Star ดวงที่สองในภาค Return Of The Jedi ถูกทำลายโดย Wedge Antilles และ Lando Calrissian ในสมรภูมิรบดาวเอ็นดอร์ (Endor) โดยฝ่ายกบฏวางแผนให้ Han Solo นำหน่วยกล้าตายลงไปทำลายเครื่องสร้างเกราะพลังบนดวงจันทร์เอ็นดอร์ที่ป้องกัน Death Star ส่วน Wedge ขับ X-Wing และ Lando ขับ  Millennium Falcon บินเข้าไปตามท่อวกวนแคบๆ ที่เข้าสู่ใจกลางของ Death Star และยิงระเบิดโปรตอนเข้าสู่เครื่องกำเนิดพลังงานโดยตรง ทำให้เกิดระเบิดต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่ ทำลาย Death Star จากภายในเช่นกัน
 
Death Star กำเนิดจากความคิดของ Raith Sienar วิศวกรผู้ปราดเปรื่องของฝ่ายจักรวรรดิ (เขาเป็นคนสร้าง Scimitar และ TIE Fighter ด้วย) เขาได้เสนอความคิดของเขาต่อทาร์กิ้น ซึ่งทาร์กิ้นก็ได้นำไปเสนอต่อยังสมุหนายกพัลพาทีน (Supreme Chancellor Palpatine) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือดาร์ธซีเดียส (Darth Sidious) ซึ่งเป็นเจ้าแห่งซิธ (Sith Lord) ด้วยความที่ต้องการปกครองจักรวรรดิให้อยู่ภายใต้ความหวาดกลัวต่ออำนาจของเขา ดาร์ธซีเดียสได้มอบให้ศิษย์ของเขา เคาท์ดูกู (Count Dooku) นำต้นแบบของ Death Star สู่ดาวจีโอโนซิส (Geonosis) ซึ่งมีโรงงานการผลิตที่ก้าวหน้ามากมาย เพื่อทำแบบด้านวิศวกรรม และปรับปรุงด้านเทคนิคต่างๆ ก่อนการก่อสร้าง
 
ระหว่างการสู้รบในสมรภูมิรบดาวจีโอโนซิส เคาท์ดูกูได้หลบหนีออกจากดาวจีโอโนซิส โดยก่อนหลบหนี Poggle the Lesser ซึ่งเป็นผู้นำหรือ Archduke ของชาวจีโอโนเซี่ยน ได้มอบแบบแปลนที่สมบูรณ์ของ Death Star แก่เคาน์ดูกู (ฉากส่งมอบ Disc แบบแปลนนี้ จะมีให้เห็นในตอนท้ายของภาค Star Wars : Episode II – Attack Of The Clones) เมื่อเคาท์ดูกูหนีมาถึงดาวคอรัสซังต์ (Coruscant) ก็ได้ส่งแบบแปลนที่สมบูรณ์นี้คืนแก่ดาร์ธซีเดียส ในระหว่างสงครามโคลน กองร้อย 501(501st Legion) ถูกมอบหมายภารกิจให้ไปยังดาว Mygeetoo เพื่อรวบรวมแร่คริสตัลโบราณที่สามารถให้พลังงานอันมหาศาล เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานของ Death Star และหลังจากพัลพาทีนเปลี่ยนการระบบการปกครองใหม่ โดยล้มระบบสาธารณรัฐลง จัดตั้งเป็นจักรวรรดิแห่งกาแล็คซี่ (Galactic Empire) ขึ้น พร้อมกับตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิ เขาได้มอบให้ทาร์กินดำเนินการก่อสร้าง Death Star อย่างลับๆ ซึ่งหลังจากมันถูกสร้างเสร็จ Death Star ก็ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดของฝ่ายจักรวรรดิ
 


(ภาพจาก starwars.wikia.com)

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

7668 – Rebel Scout Speeder   Leave a comment


Set No.: 7668
Set Name : Rebel Scout Speeder
Year: 2008
Pieces : 82
Figures : 4 – 4 Rebel Trooper
List Price : $10, Thailand  ฿940

IMG_1537a

IMG_1534a

IMG_1544a

เป็นชุดเล็กๆที่น่าสนใจชุดหนึ่งของ Lego แต่ราคาตั้งขายในไทยของชุดนี้เหมือนกับชุด 7667 คือแพงไปหน่อย เมื่อเทียบกับชุด 7654 และ 7655 ซึ่งมีราคาตั้งขายเป็น US Dollars เท่ากันคือ $10

Rebel Scout Speeder ยานขนส่งขนาดเล็กบรรทุกได้ 4 คนรวมพลขับ และพลปืนอย่างละหนึ่ง ติดดั้งปืนใหญ่บลาสเตอร์ 1 กระบอก ฐานปืนใหญ่และปืนสามารถนำมาติดดั้งบนพื้นดินได้

Rebel Trooper เป็นทหารฝ่ายกบฏ ซึ่งแต่ละคนก็มีเหตุผลในการเข้าร่วมกับกองทัพหลากหลายแตกต่างกันไป ทหารส่วนใหญ่เป็นชาวโลกมนุษย์ ชุดฟอร์มโดยมากที่ใส่จะเป็นเสื้อสีน้ำเงินออกฟ้า กางเกงสีเทา และสวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีดำ ใส่รองเท้าบู๊ทยาวสีดำหรือน้ำตาล และหมวกป้องกันสะเก็ดระเบิดสีขาว  ชุดของนายทหารก็เป็นแบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนจากเสื้อกั๊กเป็นเสื้อแจ็คเก็ต และมีแถบสีดำยาว  2 แถบที่กางเกง  นอกจากนี้ การปฏิบัติการรบในสมรภูมิต่างๆ ก็จะมีชุดฟอร์มที่เหมาะกับสภาพภูมิประเทศต่างๆ แตกต่างกันออกไป เช่น ในสมรภูมิรบดาวโฮธ ชุดจะมีสีอ่อนกว่า และเป็นเสื้อผ้าที่ป้องกันความหนาวเย็น มีหมวกแก๊ป และแว่นตัดแสงสะท้อน พร้อมเครื่องหลัง ที่มีเครื่องทำความร้อนขนาดเล็ก และอุปกรณ์ดำรงชีพต่างๆ  หรือในสมรภูมิรบดาวเอ็นดอร์ ชุดก็จะเป็นสีลายพราง และมีเสื้อกันฝน เป็นต้น

ดู Review เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความยากง่ายในการต่อ เทคนิคในการต่อ ชิ้นส่วนที่น่าสนใจ ความเหมาะสมในการเป็นของเล่นเด็ก ความคุ้มค่า ฯลฯ ได้ที่ Blog ของอาจารย์พิจารณ์ครับ


(ภาพจาก starwars.wikia.com)

Posted 15 ตุลาคม 2008 by goongtomyum in Star Wars : Expanded Universe

Tagged with

7667 – Imperial Dropship   Leave a comment


Set No.: 7667
Set Name : Imperial Dropship
Year: 2008
Pieces : 81
Figures : 4 – Shadow Trooper, 3 Stormtrooper
List Price : $10, Thailand  ฿940

IMG_2907a

IMG_2919c

IMG_1527a

Imperial Dropship เป็นยานขนส่งขนาดเล็ก เพื่อใช้ลำเลียงเหล่า Stormtrooper ไปยังจุดต่างๆ ในแนวหน้า มันติดตั้งเพียงปืนใหญ่เลเซอร์ 2 กระบอกเพื่อป้องกันตัวเอง และสามารถบรรทุกพลทหารได้เพียง 4 คนเท่านั้น

Stormtrooper เป็นเหล่าทหารหาญระดับหัวกะทิที่ถูกคัดมาจากหน่วย Shock Trooper เป็นเหมือนสัญญลักษณ์ที่แสดงถึงอำนาจของฝ่ายจักรวรรดิ เช่นเดียวกับ Star Destroyer และ  TIE Fighter เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองระบบดาวนับพันในกาแล็คซี่ด้วยความหวาดกลัว  เมื่อสงครามระหว่างฝ่ายจักรวรรดิและฝ่ายกบฏได้แผ่ขยายเป็นวงกว้าง จึงเริ่มมีการเกณฑ์ทหารเพื่อมาเป็น Stormtrooper จนในที่สุด ก็ไม่มีการทำโคลนนิ่งเพื่อมาเป็น Stormtrooper อีกเลย ประมาณว่าในช่วงเริ่มสงครามมีทหารโคลนอยู่เพียง 1 ใน 3 ของ Stormtrooper ทั้งหมด

Shadow Trooper หรือ Shadow Stormtrooper หรือบางครั้งก็เรียกว่า Blackhole Stormtrooper เป็นหัวกะทิที่คัดเลือกมาจากพวก Stormtrooper อีกที เป็นหน่วยพิเศษ ชุดเกราะที่ใส่ทำให้สามารถล่องหนได้ในทุกสภาวะแวดล้อม มันถูกฝึกให้ใช้เทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้าและทันสมัยที่สุด และถูกฝึกให้ตระหนักว่าการสังหารศัตรูได้สำคัญกว่าการเอาชีวิตรอด

ชุดนี้ของ Lego เหมาะสำหรับผู้ที่อยากมีกองทัพ Stormtrooper เป็นของตัวเอง ราคาอาจจะสูงไปบ้างถ้าเทียบกับชุด 7654 และ 7655 ซึ่งมีราคาตั้งขายเป็น US Dollars เท่ากันคือ $10 แต่ราคาตั้งขายในไทยของชุดนี้ขาย 940 บาท ในขณะที่ชุด 7654 และ 7655 กลับขายเพียง 820 บาท

ดู Review เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความยากง่ายในการต่อ เทคนิคในการต่อ ชิ้นส่วนที่น่าสนใจ ความเหมาะสมในการเป็นของเล่นเด็ก ความคุ้มค่า ฯลฯ ได้ที่ Blog ของอาจารย์พิจารณ์


(ภาพจาก starwars.wikia.com)

Posted 9 ตุลาคม 2008 by goongtomyum in Star Wars : Expanded Universe

Tagged with ,

7654 – Droids Battle Pack   Leave a comment

 
Set No.: 7654
Set Name : Droids Battle Pack
Year : 2007
Pieces : 102
Figures : 7 – 4 Battle Droid, 3 Super Battle Droid (Pearl Dark Grey)
List Price : $10, Thailand  ฿820
 
IMG_2732a
 
IMG_2762a
 
IMG_2737a
 
IMG_2757a
 
Lego ทำ Battle Pack ชุดนี้ออกมาได้น่าสนใจครับ เป็นกองทัพของฝ่ายแบ่งแยก (Separatists หรือสมาพันธ์อิสระ Conferderacy of Independent Systems – CIS) ซึ่งจะมีทั้ง Droid Transport Carrier, STAP และหุ่นดรอยด์ถึง 7 ตัว ถือว่าราคาไม่แพงครับ
 
Droid Transport Carrier เปรียบเหมือนยานลำเลียงพลขึ้นบก บรรทุกดรอยด์จำนวน 5 ตัว และตัวที่ 6 เป็นพลขับ ติดตั้งปืนใหญ่เลเซอร์ที่ด้านหน้า 2 กระบอก ดรอยด์ที่ลำเลียงมา จะอยู่ในสถานะพร้อมรบทันที แตกต่างจากดรอยด์ที่ลำเลียงมาบน Trade Federation Troop Carrier หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Droid Carrier ซึ่งดรอยด์จะถูกพับเก็บและห้อยอยู่บนราว (จึงทำให้ Droid Carrier บรรทุกดรอยด์ได้มากถึง 112 ตัว)
 
Battle Droid หรือดรอยด์รหัส B1 เป็นหุ่นรบหลักของกองทัพสหพันธ์การค้า (Trade Federation) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นฝ่ายแบ่งแยก (Separatists) เป็นหุ่นดรอยด์ที่มีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของกาแล็คซี่  B1ทำการรบได้ทุกที่ แม้แต่ใต้น้ำ หรือในอวกาศ โดยปกติ B1 จะถูกควบคุมจากเครื่อง Mainframe ซึ่งอยู่บนยานบังคับการที่ห่างไกลออกไป หรือในที่ที่มีการป้องกันอย่างดี แต่นี่ก็เป็นจุดอ่อนได้ถ้าเครื่อง Mainframe ถูกทำลาย ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่สมรภูมิรบดาวนาบู ต่อมา B1 จึงถูกพัฒนาให้สามารถทำการรบโดยอิสระด้วยตนเองได้ แต่ก็นับว่าตอบสนองต่อสถานะการณ์การรบได้ค่อนข้างช้า  ด้วยความที่มันมีราคาการผลิตที่ถูก B1 จึงถูกผลิตขึ้นอย่างมากในสงครามโคลน แม้มันค่อนข้างบอบบาง และถูกทำลายได้ง่าย แต่ด้วยจำนวนที่มีอย่างมหาศาล ก็ทำให้กองทัพ B1 เอาชนะศัตรูได้
 
Super Battle Droid หรือดรอยด์รหัส B2 เป็นรุ่นที่พัฒนามาจาก B1 มันมีอาวุธที่ดีกว่าและเกราะที่หนากว่า มันไม่ต้องถูกบังคับจาก Mainframe มีอิสระในการทำการรบด้วยตัวของมันเอง แต่ก็สามารถทำตามคำสั่งได้ ตัวรับสัญญาณถูกฝังไว้ใต้เสื้อกราะ เพื่อป้องกันการถูกเล็งยิงจากศัตรู  B2 มีปืนเลเซอร์คู่ติดตั้งบนแขนขวา (หรือซ้ายในบางครั้ง) พร้อมระบบการยิงรัวครั้งละสามนัด และยังสามารถติดอาวุธเช่น ปืนบลาสเตอร์เพิ่มได้ รูปร่างของ B2 ถูกออกแบบให้ดูดุร้ายกว่า B1 นอกจากนั้นมันยังมีระบบโปรแกรมที่ฉลาดกว่า และยังสามารถทนต่อกระสุนปืนบลาสเตอร์ได้บ้างเป็นบางครั้ง หลังจากผลิตหุ่นต้นแบบเสร็จ เคาน์ดูกู (Count Dooku) ได้นำมันเข้าสู่สายการผลิตในโรงงานบนดาวจีโอโนซิส และปรากฏให้เห็นตั้งแต่ในสมรภูมิรบดาวจีโอโนซิสเป็นต้นมา ในสงครามโคลน มันได้กลายมาเป็นกองกำลังที่สำคัญของฝ่ายแบ่งแยก
 
(ภาพจาก starwars.wikia.com)

 

 
 
 
 

Posted 5 ตุลาคม 2008 by goongtomyum in Star Wars : Expanded Universe